




เรื่องการจ่ายภาษีนั้นถือเป็นหน้าที่ของประชาชนอย่างเราที่จะต้องแสดงรายได้ของตนเอง ซึ่งเมื่อทำหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว คุณก็ย่อมได้รับสิทธิประโยชน์อย่างการลดหย่อนภาษีร่วมด้วย และกองทุน SSF ที่เราได้รวบรวมมาในครั้งนี้ก็คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีรูปแบบหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้คุณเสียภาษีลดลงและเป็นแนวทางการวางแผนการเงินในระยะยาว ให้คุณมีเงินเก็บหรือทำกำไรจากเงินออมได้อีกด้วยค่ะ
ดังนั้น เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ในบทความนี้ทุกคนจะได้พบกับเทคนิคการสังเกตและเลือกกองทุน SSF ให้ตอบโจทย์ พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่สงสัยหรือเข้าใจผิดจากนักวางแผนการเงินโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมี 10 กองทุน SSF คุณภาพที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย มีการกระจายความเสี่ยง รวมทั้งมีกลยุทธ์การบริหารกองที่น่าสนใจ จากบลจ.ที่มีชื่อเสียงและมีความมั่นคงน่าเชื่อถือ แต่ก่อนจะไปรู้จักกับกองทุนตัวท็อปนั้น เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของกองทุน SSF กันก่อนดีกว่าค่ะ
Top 5 กองทุน SSF
Kasikorn Asset Management

เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตสูงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจากทั่วโลก
BBL Asset Management

โฟกัสในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเติบโตยั่งยืน
TISCO Asset Management

เน้นหุ้นไทยที่ต่างชาติสนใจและมีความสามารถในการแข่งขัน
Krungthai Asset Management

เลือกลงทุนในหุ้นบริษัทในภูมิภาคยุโรปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

คุณปอยเรียนจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ จาก Assumption University และปริญญาโทจาก Northumbria University สาขา Design Management จากประเทศอังกฤษ หลังจากเริ่มทำงานคุณปอยเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการเงิน การวางแผนภาษี รวมไปถึงการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมและประกันชีวิต จึงเริ่มศึกษาหาประสบการณ์ด้านนี้โดยตรงผ่านการเรียนคอร์สต่าง ๆ และเข้าอบรม รวมทั้งสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานเป็นนักวางแผนการเงินมืออาชีพอิสระมามากว่า 4 ปี ปัจจุบันคุณปอยมีใบอนุญาตเป็นผู้แนะนำการลงทุนในประเทศไทยและมีลูกค้าภายใต้การดูแลไม่ต่ำกว่า 50 คน สำหรับประเภทของแผนการเงินที่คุณปอยมีความชำนาญเป็นพิเศษ ได้แก่ แผนการออมเพื่อการเกษียณอายุ แผนการออมเพื่อการลดหย่อนภาษี แผนการออมเพื่อการศึกษาบุตรและแผนการเงินเพื่อการส่งต่อมรดก

mybest คือเว็บไซต์แนะนำสินค้าและบริการที่มุ่งนำเสนอข้อมูลและคำแนะนำที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการได้อย่างมั่นใจ โดยเราเชื่อว่าการเลือกสินค้าและบริการที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้งานได้จริง เนื้อหาจากทุกบทความของ mybest จึงผ่านกระบวนการค้นคว้า วิเคราะห์ และเรียบเรียงโดยทีมบรรณาธิการ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละหมวดหมู่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ชัดเจน เป็นกลาง และน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ทีมบรรณาธิการของ mybest ยังให้ความสำคัญกับการเจาะลึกในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ตั้งแต่การเปรียบเทียบคุณสมบัติ วิธีการเลือก ไปจนถึงข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะเราเข้าใจว่าความต้องการของผู้บริโภคมีความหลากหลาย จึงมุ่งนำเสนอคำแนะนำที่กระชับ เข้าใจง่าย และตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเฉพาะ "วิธีการเลือก" เท่านั้น สินค้าและบริการที่ปรากฏอยู่ในบทความไม่ได้ถูกเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ
มายเบสท์เป็นเว็บไซต์ที่มีการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าที่มีการเพิ่มข้อมูลสินค้าเข้าไปมากกว่า 2,000 รายการในแต่ละเดือน ซึ่งในแต่ละบทความเราได้ใช้เวลาในการจัดทำเนื้อหาและทำการค้นคว้าข้อมูลมาอย่างละเอียด รวมทั้งสัมภาษณ์และตรวจสอบข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อนำความรู้และข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดนี้มาส่งมอบเป็นบทความที่ผู้อ่านสามารถเชื่อถือได้
โดยกองทุน SSF นั้นถูกนำมาเป็นสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแทนกองทุน LTF ที่เพิ่งหมดอายุไปเมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2562 SSF เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2563 และสามารถใช้ลดหย่อนได้ปีต่อปี จนถึงปี ค.ศ. 2567 สำหรับความน่าสนใจของกองทุน SSF คือ ไม่มีการกำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อต่อปีและไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกหรือไม่ค่อยติดตามข่าวสารการลงทุน เพราะจะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลจัดการเงินทุนให้ แต่จะแตกต่างจาก LTF ตรงที่ต้องถือครองระยะยาวเพิ่มขึ้นจาก 7 ปี เป็น 10 ปี นั่นเองค่ะ

กองทุน SSF หรือชื่อเต็มคือ Super Saving Fund เป็นกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว แต่จะมีความพิเศษกว่ากองทุนธรรมดาคือ รัฐบาลจะอนุญาตให้สามารถนำเงินที่ลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้แบบบุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันกองทุนชนิด SSF นี้ก็มีหลายหลักทรัพย์ให้เลือกลงทุน ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนรวมแบบผสม
สำหรับข้อกำหนดของกองทุน SSF ก็คือ นักลงทุนจะต้องถือกองทุนเป็นเวลา 10 ปี แบบวันชนวัน และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับ
สำหรับแนวทางในการเลือกกองทุน SSF ให้ตอบโจทย์กับการบริหารเงินของคุณ มีวิธีการเลือกอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือ เลือกจากความสามารถในการรับความเสี่ยงหรือวัตถุประสงค์การลงทุน เลือกจากการจ่ายปันผล และเลือกโดยอ้างอิงวิธีการบริหารกองของผู้จัดการกองทุน ดังนี้
กองทุนรวม SSF มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตลาดเงิน ตราสารหนี้ทั้งรัฐและเอกชน หุ้น รวมไปถึงทองคำ แน่นอนว่านอกจากจะเลือกไว้ลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังสามารถเลือกตามความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อใช้ในการบริหารพอร์ตการลงทุน ลดความผันผวนและกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วย
สำหรับใครที่ต้องการซื้อกองทุน SSF ไว้เพื่อลดหย่อนภาษีเป็นหลัก หรือไม่สนใจเรื่องผลตอบแทน รวมไปถึงไม่อยากขาดทุนด้วย แนะนำให้เลือกกองทุนที่มีนโยบานลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากธนาคารเลยค่ะ เพราะกองทุนเหล่านี้มีความผันผวนค่อนข้างต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) ก็จะมีนโยบายลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่างกัน แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่น ๆ แล้ว ก็นับว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า ส่วนกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) จะมีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถามหรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี และเป็นที่ทราบกันดีว่ากองทุนนี้นับเป็นกองที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดค่ะ

สำหรับนักลงทุนที่เน้นลดหย่อนภาษี รักษาเงินต้น และไม่ต้องการผลตอบแทนมากนัก สามารถเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้/ตลาดเงิน ชนิด SSF ได้เลยครับ เพราะว่าจะมีความผันผวนที่ต่ำ แต่ว่าหากยังเป็นนักลงทุนที่อายุไม่เยอะมาก ต้องการออมเงินเพื่อไปใช้ยามเกษียณ ผมแนะนำว่าให้ลงทุนในกองทุนประเภทนี้ประมาณ 20 - 40% ของพอร์ต เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนสูงสุดครับ
ถ้าคุณคือขาลุย รับความเสี่ยงสูงได้และต้องการเลือกกองทุน SSF ไว้ลดหย่อนภาษีไปพร้อม ๆ กับคาดหวังการทำกำไร แนะนำให้เลือกกองทุนที่มีนโยบานลงทุนในหุ้นจะตอบโจทย์ที่สุดค่ะ เพราะกองทุน SSF ประเภทนี้จะมีนโยบายกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ แต่จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่จ่ายผลตอบแทนสูง
และยิ่งถ้าคุณมีความรู้หรือเล่นหุ้นไทยอยู่แล้ว แนะนำให้กระจายความเสี่ยงของกอง SSF ด้วยการศึกษาข้อมูลและลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพิ่มเติมค่ะ เพราะข้อดีของการลงทุนในกองหุ้นต่างประเทศ คือ การเปิดกว้างช่องทางการทำกำไร โดยคุณสามารถลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีในไทยได้ อีกทั้งบางกองยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมานี้ กองทุนหุ้นเทคโนโลยีก็เป็นกองทุนที่น่าจับตามองเพราะให้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควรค่ะ

สำหรับกองทุนหุ้นไทย/ต่างประเทศนั้น จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้และมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนของทั้งตลาดไทยและตลาดต่างประเทศ แต่เนื่องจากว่าข้อกำหนดของกองทุนแบบ SSF นั้นกำหนดว่านักลงทุนจำเป็นจะต้องถือต่อเนื่องไปไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งจัดว่าเป็นระยะเวลาในการลงทุนที่ค่อนข้างนาน และด้วยระยะเวลาที่นานจะสามารถช่วยลดความผันผวนของกองทุนหุ้นได้พอสมควรครับ ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการลดหย่อนภาษีและคาดหวังผลตอบแทนประมานหนึ่งเพื่อนำเงินไปใช้ยามเกษียณ กองทุนประเภทนี้ถือว่าดีและควรมีติดพอร์ตเอาไว้ครับ
หากใครที่เดินทางสายกลาง อยากลดหย่อนภาษีแต่ก็ไม่อย่างเสี่ยงมากเกินไป เราขอแนะนำกองทุนรวมผสม ซึ่งเป็นกองที่อยู่ในหมวดให้ผลตอบแทนที่ยอมรับได้ โดยกองทุน SSF แบบผสมนี้จะมีนโยบานลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ อย่าง โดยผสมตั้งแต่หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ
และข้อดีที่เห็นได้ชัด คือ แม้ว่าการลงทุนในบางสัดส่วนจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นความเสี่ยงในระดับที่ไม่เกินระดับ 5 และสามารถสร้างผลตอบแทนโดยรวมได้เป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ คุณยังสามารถจัดสรรสัดส่วนการลงทุนของตัวเองได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเสี่ยงปานกลางแต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องศึกษารายละเอียดของกองทุนให้รอบด้านเสียก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคตค่ะ

สำหรับกองทุนประเภทนี้เปรียบเสมือนเป็นกองทุนที่ช่วยนักลงทุนในการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์อยู่แล้ว อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกองทุนแบบ All-in-one ที่นักลงทุนสามารถเลือกแบบกองเดียวจบได้เลย แต่กองทุนประเภทนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนได้ ซึ่งหากนักลงทุนต้องการเปลี่ยนสัดส่วนของพอร์ต เช่น ต้องการไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อคาดหวังผลกำไร กองทุนรวมผสมก็จะไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครับ
โดยปกติแล้วเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการลงทุน ก็จะต้องมีเรื่องผลกำไรเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ดังนั้น นอกจากความเสี่ยงที่คุณรับได้แล้ว ก็ต้องไปดูกันต่อว่า ผลตอบแทนของกองทุน SSF แบบจ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผลนั้น มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันอย่างไร และเหมาะสำหรับใครบ้างค่ะ

กองทุนรวมแบบจ่ายปันผลนั้นจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุน และสามารถนำเงินที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำไปต่อยอดอื่น ๆ ได้ แต่ว่าเงินปันผลนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน 10% ซึ่งหากเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จะมีความแตกต่างกับกองทุนแบบที่ไม่จ่ายไม่ปันผลค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าไม่ได้ต้องการกระแสเงินสดมาใช้ในชีวิตประจำวันล่ะก็ กองทุนชนิดนี้อาจจะดูไม่ค่อยคุ้มค่าซักเท่าไหร่นักครับ
ข้อดีกองทุน SSF แบบไม่จ่ายเงินปันผล คือ ไม่ต้องจ่ายภาษีปันผล เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ มีจำนวนเงินลงทุนไม่มากและต้องการออมเงิน โดยกองทุนแบบไม่จ่ายเงินปันผล จะนำผลกำไรที่ได้นี้กลับไปลงทุนต่อในกองเดิม เพื่อให้เงินก้อนที่ใช้ลงทุนงอกเงยเพิ่มมากขึ้น เรียกได้ว่าถ้าเลือกกองทุนมาดีก็มีแนวโน้มว่าผลตอบแทนที่ได้อาจจะดีกว่าเอาปันผลออกมานั่นเองค่ะ

สำหรับกองทุนที่ไม่ปันผลจะนำผลกำไรกลับไปทบกับเงินต้นของเรา เหมือนกับทฤษฎีการทบต้นของดอกเบี้ย (Compounding) ส่งผลให้ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีมูลค่าสูงมากขึ้นไปและเงินก็จะเพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ นั่นเองครับ ซึ่งกองทุนประเภทนี้เหมาะมากกับการลงทุนระยะยาวและผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงสุดครับ
วิธีการบริหารกองก็เป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดของกองทุน SSF เลยก็ว่าได้ ดังนั้น นอกจากแต่ละวิธีจะมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันแล้ว ยังส่งผลต่อผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในระยะยาวอีกด้วย
หากใครที่มองเรื่องการทำกำไรไว้ด้วย การเลือกกอง Active ถือว่าตอบโจทย์ค่ะ เพราะเป็นกองที่ผู้จัดการกองทุนจะมีวิธีการบริหารกอง ที่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นชนะค่ามาตรฐาน (Benchmark) หรือทำทุกวิถีทางเพื่อทำผลกำไรให้มากที่สุด
แน่นอนว่าการจะบริหารกองให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ นั้นก็จะต้องอาศัยความรู้ความสามารถของทีมงานและผู้จัดการกองทุน ในการเฟ้นหาและคัดเลือกกองทุน จึงทำให้กองชนิดนี้มีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงสูงและความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนได้ รวมไปถึงการที่กองเน้นกลยุทธ์ทำกำไร ก็ใช่ว่าจะได้ผลตอบแทนดีเสมอไป เพราะหากวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ของทีมผิดพลาด เกิดการลงทุนผิดจังหวะก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่แย่มากก็เป็นได้ค่ะ

กองทุนแบบ Active นั้นจะมีการบริหารกองทุนแบบเชิงรุกหรือหากอธิบายแบบให้เข้าใจง่ายก็คือ ผู้บริหารกองทุนจะเน้นการสร้างผลตอบแทนให้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีที่กองทุนนั้นอ้างอิงถึงนั่นเองครับ ซึ่งกองทุนแบบ Active Fund จะคอยหาจังหวะที่เหมาะสมในการซื้อ-ขาย เพื่อทำผลตอบแทนให้ดีกว่าค่าเฉลี่ยครับ แต่ก็แน่นอนว่า การบริหารกองทุนในลักษณะนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากกว่ากองทุนแบบ Passive จึงทำให้กองทุนแบบ Active มักจะมีค่าบริหารกองทุนที่สูงกว่านั่นเองครับ
การบริหารกองทุนแบบ Passive หรือที่หลาย ๆ คนเรียกกันว่ากอง Passive มีจุดเด่นคือ ค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนต่ำกว่ากองแบบ Active เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะบริหารกองแบบที่ลดความเสี่ยงลงมา กล่าวคือจะมีการ Take Action น้อยกว่ากอง Active โดยส่วนใหญ่จะอาศัยความเชื่อมั่นของตลาด ที่ถึงแม้อาจจะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ในระยะยาวก็สามารถทำกำไรได้
เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาในการจัดการการลงทุนของตัวเอง ไม่อยากเสี่ยงกับการสับเปลี่ยน ซื้อขายไปมา อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกอง Passive หากผู้บริหารกองเลือกกองที่มีแนวโน้มของผลการดำเนินงานไม่ดีเท่าที่ควร ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าในระยะยาวด้วยนั่นเอง

กองทุนแบบ Passive Fund นั้นก็คือกองทุนที่มีการบริหารกองทุนแบบเชิงรับที่จะเน้นให้กองทุนมีผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้เคียงกับดัชนีที่กองทุนอ้างอิงถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเองครับ ซึ่งกองทุนแบบ Passive นั้นผู้บริหารกองทุนจะไม่ต้องคอยจับตาดูตลาดลงทุนมากเท่ากับแบบ Active Fund เลยทำให้ค่าบริหารกองทุน Passive นั้นจะถูกกว่าแบบ Active Fund ครับ
สินค้า | รูปภาพ | ราคาต่ำสุด | จุดเด่น | |
|---|---|---|---|---|
- | Kasikorn Asset Management กองทุน SSF กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน ชนิดเพื่อการออม (K-CHANGE-SSF) | ![]() | เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตสูงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจากทั่วโลก | |
- | BBL Asset Management กองทุน SSF บัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเพื่อการออม (B-INNOTECHSSF) | ![]() | โฟกัสในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเติบโตยั่งยืน | |
- | TISCO Asset Management กองทุน SSF ทิสโก้ หุ้นไทย Well-being ชนิดหน่วยลงทุนเพื่อกำรออม (TISCOWB-SSF) | ![]() | เน้นหุ้นไทยที่ต่างชาติสนใจและมีความสามารถในการแข่งขัน | |
- | Krungthai Asset Management กองทุน SSF เคแทม ยูโรเปียน เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม (KT-EUROTECH-SSF) | ![]() | เลือกลงทุนในหุ้นบริษัทในภูมิภาคยุโรปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี | |
- | One Asset Management กองทุน SSF กองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล (ONE-UGG-ASSF) | ![]() | มุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาว ด้วยหุ้นศักยภาพสูงจากทั่วโลก | |
- | SCB Asset Management กองทุน SSF กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส ชนิดเพื่อการออม (SCBS&P500-SSF) | ![]() | เลือกลงทุนโดยอ้างอิงดัชนี S&P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา | |
- | UOB Asset Management กองทุน SSF กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (UGIS-SSF) | ![]() | ลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุนให้มีความเสี่ยงระดับกลาง | |
- | Asset Plus Fund Management กองทุน SSF กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อีโวลูชั่น ไชน่า อิควิตี้ เพื่อการออม (ASP-EVOCHINA-SSF) | ![]() | เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนมากขึ้นจากตลาดจีนที่กำลังเติบโต | |
- | Krungsri Asset Management กองทุน SSF กรุงศรีโกลบอลโกรทเพื่อการออม (KFGGSSF) | ![]() | เน้นหุ้นจากทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัฒน์และเทคโนโลยี | |
- | Kiatnakin Phatra Asset Management กองทุน SSF กองทุนเปิดเคเคพี EXPANDED TECH - HEDGED ชนิดเพื่อการออม (KKP TECH-H-SSF) | ![]() | ลงทุนในหุ้นที่เคลื่อนไหวตามดัชนีเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา |
แนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือรักษ์โลกนั้นกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั้งในปัจจุบันและคาดว่าจะส่งผลสืบเนื่องไปยังอนาคตด้วยเช่นกัน ดังนั้นกองทุน SSF ตัวนี้จึงเลือกลงทุนตามแนวคิดดังกล่าวผ่านกองทุนหลักอย่าง Baillie Gifford Positive Change Fund - Class B accumulation (GBP) โดยกองทุนดังกล่าวจะที่มีนโยบายคัดเลือกและลงทุนในหุ้นที่มี Positive Impact หรือผลกระทบเชิงบวกจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสังคมและการศึกษา สร้างความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิต และมีส่วนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
กองทุน SSF ตัวนี้ได้รับการการันตีระดับ 5 ดาวจาก Morningstar และมีกลยุทธ์ในการบริหารกองทุนแบบ Active Management เมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดพบว่า มีช่วงที่กองทุนนั้นสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดัชนีชี้วัดนั้นมีมูลค่าติดลบ แต่ผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นมีกำไร จากสัดส่วนการลงทุนของกองทุนพบว่ามีการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาสูงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยบราซิลและเดนมาร์ก และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ต่ำกว่า 75%
กองทุน SSF ตัวนี้จะโฟกัสการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี เนื่องจากเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญทั้งในปัจจุบันและโลกอนาคต มีกองทุนหลักอย่าง Fidelity Funds - Global Technology Fund Class Y-ACC-USD ที่มุ่งหาผลตอบแทนในระยะยาว โดยจะคัดเลือกหุ้นจากบริษัทเทคโนโลยีทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก พิจารณาจากศักยภาพในการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่มีความผันผวน อีกทั้งยังเลือกหุ้นที่ทางกองทุนเล็งเห็นว่ายังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อสะสมมูลค่าทำกำไรจากส่วนต่างนี้ที่สามารถรับรู้ได้ในอนาคต
กองทุนนี้มีกลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบ Active Management ซึ่งเมื่อเทียบผลการดำเนินงานที่ผ่านมากับดัชนีชี้วัด พบว่า มีมูลค่าสูงกว่าอยู่หลายช่วงระยะเวลากันเลยทีเดียว และในช่วงที่ดัชนีชี้วัดมีมูลค่าติดลบ ทางกองทุนก็สามารถสร้างกำไรในผลการดำเนินงาน และยังมีมูลค่าเหนือกว่าค่าเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน เพราะกองทุนนี้มีการลงทุนแบบกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จึงทำให้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับ 7
กองทุน SSF ตัวนี้จะเลือกลงทุนในหุ้นไทยที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET Well-being (SETWB) ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง และยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่ทางกองทุนจะยังคงใช้กลยุทธ์แบบ Active Management เพื่อบริหารให้กองทุนมีผลการดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดดังกล่าว ผู้จัดการกองทุนจึงจะทำการคัดเลือกหุ้นที่อยู่ใน SETWB ด้วยตัวเอง โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการให้ผลตอบแทนอย่างมั่นคง
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนนี้นับตั้งแต่จัดตั้งมายังถือว่าสามารถทำกำไรได้ และเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดพบว่า บางช่วงมีมูลค่าเหนือกว่าดัชนีชี้วัด โดยช่วงที่ดัชนีชี้วัดมีมูลค่าติดลบ ผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นติดลบน้อยกว่า และบางครั้งก็ยังมีผลการดำเนินงานเป็นบวก เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน พบว่ามีมูลค่ามากกว่าด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมี Maximum Drawdown ต่ำ พร้อมกับระยะเวลาการฟื้นตัวอยู่ที่ 4 เดือน
กองทุน SSF ตัวนี้จะเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนดังกล่าวนั้นก็คือ JPMorgan Funds -Europe Dynamic Technologies Fund ชนิดหน่วยลงทุน (share class) “I” ในสกุลเงินยูโร โดยกองทุนนี้จะเลือกหุ้นจากบริษัทในภูมิภาคยุโรปที่ดำเนินกิจการเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ถึงแม้ว่าตลาดเทคโนโลยีในภูมิภาคยุโรปนั้นจะไม่ได้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็พบว่ามีนโยบายผลักดันเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่องผ่านการอัดฉีดเงินลงทุนให้กับบริษัทที่ดำเนินกิจการทางด้านเทคโนโลยี ทำให้คาดการณ์ว่าจะเป็นตลาดที่เติบโตได้ในอนาคต
กองทุนนี้มีกลยุทธ์การบริหารแบบ Active Management ผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นยังมีมูลค่าต่ำกว่าดัชนีชี้วัดในหลายช่วง แต่เมื่อเทียบจากตั้งแต่จัดตั้งนั้นถือว่าอยู่เหนือกว่าดัชนีชี้วัดเล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันก็พบว่ามีทั้งช่วงที่มีมูลค่าน้อยกว่าและสูงกว่า แต่ในช่วงที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มนั้นติดลบ ทางกองทุนเองก็มีผลการดำเนินงานที่ติดลบน้อยกว่า กองทุนนี้ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้ในระหว่างที่ถือหน่วยลงทุนด้วย
กองทุนนี้จะมีกองทุนหลักหรือกองทุนแม่คือ Baillie Gifford Long Term Global Growth ซึ่งเป็นกองทุนที่จะทำการคัดเลือกหุ้นศักยภาพสูงจากทั่วโลก โดยใช้กระบวนการคัดเลือกหุ้นด้วยการวิเคราะห์แบบ Bottom-up สรรหาหุ้นที่มีความสามารถเติบโตได้เหนือกว่าเท่าตัวในระยะยาว 5 ปี ข้างหน้า โดยที่จะต้องมีพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถฟื้นตัวได้ดี เลือกพิจารณาจาก Upsides ของหุ้นเป็นหลักมากกว่าความผันผวนระยะสั้น เพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรมากขึ้นในอนาคต พิจารณาเลือกหุ้นจากทั่วโลกโดยที่ไม่มีการจำกัดภูมิภาค หรือกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจ หุ้น ๆ เด่นในพอร์ตการลงทุนที่หลายคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั้นได้แก่ Amazon, Tesla และ NVIDIA
มีกลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบ Active Management นับตั้งแต่จัดตั้งมานั้นยังมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าดัชนีชี้วัด แต่พบว่าในช่วงระยะ 3 เดือนล่าสุดนั้นสร้างผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าดัชนีชี้วัดดังกล่าวที่มีมูลค่าติดลบ และยังมีมูลค่ามากกว่าค่าเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน ทางกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ
หากพูดถึงตลาดหุ้นของประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกคนก็คงจะรู้จักกับดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมเอา 500 บริษัทขนาดใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นดัชนีที่สะท้อนมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกาได้ดี กองทุน SSF ตัวนี้จึงโฟกัสที่ดัชนีดังกล่าว ด้วยการลงทุนใน Feeder Fund อย่าง กองทุน IShares Core S&P 500 ETF เพียงกองเดียว ซึ่งเป็นกองทุนดัชนีที่เน้นการบริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนระดับเริ่มต้นที่สนใจในตลาดสหรัฐอเมริกา เพราะถือว่าเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและยังมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่ากองทุนดังกล่าวจะลงทุนในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่ก็มีนโบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 90% ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องดี เพราะบ่อยครั้งค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงหรือผันผวนก็ทำให้คุณนั้นได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นมีความใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัดดังกล่าว ทางกองทุนเองก็ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้ในระหว่างที่คุณถือหน่วยลงทุนกันอีกด้วย
การลงทุนในตราสารทุนหรือตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งก็มีความเสี่ยงสูง จนทำให้เกิดการขาดทุน ดังนั้นผู้สนใจลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับกลาง ก็อาจจะลองพิจารณาเลือกกองทุน SSF ที่มีการลงทุนแบบผสม เช่นเดียวกับกองทุนนี้ที่ลงทุนใน PIMCO GIS Income Fund (Class I) ซึ่งจะกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้และตราสารทุน โดยมีสัดส่วนของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นบางส่วน
กองทุนนี้จะมีกลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบเชิงรุก เน้นผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าดัชนีชี้วัด ซึ่งจากประวัติผลการดำเนินงานในอดีตที่ผ่านมา มีช่วงที่ทางกองทุนนั้นสร้างผลการดำเนินงานที่มากกว่าดัชนีชี้วัด และในช่วงที่ดัชนีชี้วัดมีการติดลบ ผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นก็มีการติดลบน้อยกว่า และเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันก็พบว่ามีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าอีกด้วย ทางกองทุนจะไม่มีนโบายจ่ายเงินปันผลเพราะเป็นแบบเน้นสะสมมูลค่าเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุน
ตลาดเศรษฐกิจจีนนั้นถือเป็นตลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนขึ้นมาเป็นแนวหน้าของโลกได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นถ้าใครที่อยากเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนมากขึ้นก็ไม่ควรพลาดการลงทุนในตลาดนี้ ซึ่งกองทุน SSF ตัวนี้เองก็ได้เน้นการลงทุนในตลาดจีน โดยรวมทั้งจีน ฮ่องกงและไต้หวัน หรือที่หลายคนอาจจะเรียกการลงทุนในตลาดนี้ว่า Greater China กองทุนนี้จะไม่ได้มีการลงทุนในกองทุนหลักเพียงแค่ตัวใดตัวหนึ่ง แต่จะจัดสรรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมีทั้ง ETFs กองทุนหลักต่างประเทศและลงทุนในหุ้นโดยตรงเป็นรายตัว
ทางกองทุนนั้นมีกลยุทธ์แบบเชิงรุกหรือ Active Management เมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดแล้วพบว่ามีมูลค่าสูงกว่านับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ในช่วงปีก่อนจะเกิดสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 นั้นพบว่ามีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดด้วยเช่นกัน แต่หลังเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าวนั้นมีมูลค่าต่ำกว่า จึงจะต้องรอการฟื้นตัวในระยะยาว กองทุนนี้จะไม่มีนโบายจ่ายเงินปันผลและมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
โลกาภิวัฒน์และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีนั้นเป็นเทรนด์หลักที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคต ดังนั้นกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับเทรนด์ดังกล่าวย่อมจะต้องมีโอกาสในการทำกำไรจากการเติบโต กองทุน SSF ตัวนี้จึงเลือกลงทุนตามธีมนี้ผ่านกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund, Class B USD Acc ที่จะมีการคัดเลือกหุ้นจากทั่วโลก โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน โดยจะเลือกอุตสาหกรรมที่จะลงทุนอย่างน้อย 6 กลุ่ม และมาจากอย่างน้อย 6 ประเทศ มีการลงทุนแบบกระจุกตัวในบางส่วนแต่จะเน้นหลักทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือ
กองทุนนี้จะมีกลยุทธ์แบบ Active Management ให้มีผลการดำเนินงานที่สูงกว่าดัชนีชี้วัดอย่าง MSCI ACWI Gross Total Return USD Index ซึ่งผลการดำเนินงานแบบ YTD หรือยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีย้อนกลับนั้นมีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัด รวมไปถึงระยะสั้น 3 เดือน อีกทั้งทางกองทุนเองก็ยังมีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล โดยจะจ่ายก็ต่อเมื่อกองทุนนั้นสามารถสร้างกำไรจากผลการดำเนินงาน และเงินปันผลที่คำนวณได้จะต้องไม่ต่ำกว่า 0.25 บาทต่อหน่วยลงทุน
กองทุน SSF ตัวนี้จะเป็นกองทุนที่มีกลยุทธ์แบบ Passive Management เคลื่อนไหวตามดัชนีที่มีชื่อวา S&P North American Expanded Technology Sector Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่อยู่ในอุตสาหกรรม Communication Service และ Consumer Discretionary จากทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตัวอย่างเช่น Microsoft, APPLE, Amazon, Google และ Visa เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นกลุ่มหุ้นที่ยังคงน่าจับตามอง เนื่องจากเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบันและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต
แม้ว่าจะมีการลงทุนในต่างประเทศ แต่ทางกองทุนก็มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ต่ำกว่า 90% ทำให้ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนนั้นมีความใกล้เคียงและสอดคล้องกับมูลค่าของดัชนีชี้วัดดังกล่าว นอกจากนี้ยังไม่ได้มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล เน้นการสะสมมูลค่าของราคาหน่วยลงทุน ทั้งนี้เป็นกองทุนที่มีการลงทุนกระจุกตัวทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวและประเทศเดียว จึงมีความเสี่ยงในระดับสูงที่คุณอาจจะต้องขาดทุนหรือเสียเงินลงทุนขั้นต้น

นักลงทุนสามารถที่จะนำยอดซื้อกองทุน SSF ไปลดหย่อนภาษีเงินได้แบบบุคคลธรรมดาได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับ

กองทุน SSF นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี หากปีไหนไม่พร้อมก็สามารถไปซื้อปีถัดไปได้ครับ

สำหรับข้อกำหนดในการใช้บัตรเครดิตซื้อกองทุน SSF นั้นจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ผู้อ่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบริษัทจัดการหลักทรัพย์ที่สนใจได้เลยครับ แต่ว่าการใช้บัตรเครดิตซื้อกองทุน SSF จะไม่สามารถสะสมแต้มและเข้าร่วมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายใด ๆ เนื่องจากเป็นข้อกำหนดที่ทาง ก.ล.ต. กำหนดเอาไว้นั่นเองครับ
อันดับที่ : Kasikorn Asset Management|กองทุน SSF กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน ชนิดเพื่อการออม (K-CHANGE-SSF)
อันดับที่ : BBL Asset Management|กองทุน SSF บัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเพื่อการออม (B-INNOTECHSSF)
อันดับที่ : TISCO Asset Management |กองทุน SSF ทิสโก้ หุ้นไทย Well-being ชนิดหน่วยลงทุนเพื่อกำรออม (TISCOWB-SSF)
อันดับที่ : Krungthai Asset Management|กองทุน SSF เคแทม ยูโรเปียน เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม (KT-EUROTECH-SSF)
อันดับที่ : One Asset Management|กองทุน SSF กองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล (ONE-UGG-ASSF)
คลิกที่นี่สำหรับการจัดอันดับคำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงจากเนื้อหาที่แสดงในเว็บไซต์ผู้ผลิต แบรนด์ และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

































