




การสร้างผลตอบแทนจากเงินเก็บนั้นมีวิธีการที่หลากหลาย แต่หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นอกเหนือจากการฝากประจำเพื่อรับดอกเบี้ยก็คือการลงทุนใน "กองทุน" ยิ่งถ้าคุณคือผู้ที่มีความสนใจจะลงทุน เพื่อสร้างกำไรจากเงินฝากแต่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก การเลือก "กองทุนตราสารหนี้" ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้มากทีเดียว
แต่การลงทุนทุกครั้งก็มักจะมีประโยคเด็ดคุ้นหูไว้คอยเตือนนักลงทุนอยู่เสมอนั่นก็คือ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน" ในครั้งนี้เราจึงมาพร้อมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเลือกกองทุนตราสารหนี้ พร้อมคำแนะนำจากนักวางแผนการเงิน และยังมี 10 กองทุนตราสารหนี้ ที่โดดเด่น มีผลตอบแทนน่าสนใจ มาให้ทุกคนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจกันด้วย
Top 5 กองทุนตราสารหนี้
Krungthai Asset Management

กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวที่เลือกอิงตามอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก
KIATNAKIN PHATRA Asset Management

ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวจากภาครัฐและเอกชน
Kasikorn Asset Management

เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนจากภายในประเทศ
SCB Asset Management

กองทุน 5 ดาว Morningstar เน้นตราสารหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ

คุณปอยเรียนจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ จาก Assumption University และปริญญาโทจาก Northumbria University สาขา Design Management จากประเทศอังกฤษ หลังจากเริ่มทำงานคุณปอยเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการเงิน การวางแผนภาษี รวมไปถึงการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมและประกันชีวิต จึงเริ่มศึกษาหาประสบการณ์ด้านนี้โดยตรงผ่านการเรียนคอร์สต่าง ๆ และเข้าอบรม รวมทั้งสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานเป็นนักวางแผนการเงินมืออาชีพอิสระมามากว่า 4 ปี ปัจจุบันคุณปอยมีใบอนุญาตเป็นผู้แนะนำการลงทุนในประเทศไทยและมีลูกค้าภายใต้การดูแลไม่ต่ำกว่า 50 คน สำหรับประเภทของแผนการเงินที่คุณปอยมีความชำนาญเป็นพิเศษ ได้แก่ แผนการออมเพื่อการเกษียณอายุ แผนการออมเพื่อการลดหย่อนภาษี แผนการออมเพื่อการศึกษาบุตรและแผนการเงินเพื่อการส่งต่อมรดก

คุณตุ๊กตาจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพื้นฐานความรู้จากการเรียนในมหาวิทยาลัยและความสนใจส่วนตัวแล้ว จึงมีความรู้ความสนใจเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของบัตรเครดิตและกองทุน ที่ถือเป็นทางเลือกการบริหารการเงินส่วนตัวของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งในยามว่างคุณตุ๊กตาจะชอบอ่านหนังสือหรือบทความเกี่ยวกับการลงทุน เพื่อพัฒนาความรู้เพิ่มเติมและวางแผนด้านการเงินของตนเองในระยะยาวได้อย่างมั่นคง รวมทั้งยังมีแพลนที่จะลงคอร์สเรียนต่าง ๆ เพื่อนำมาต่อยอดความรู้เดิมอีกด้วย ปัจจุบันคุณตุ๊กตาช่วยงานธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวและเป็นนักเขียนอิสระ ซึ่งนอกจากการอ่านหนังสือด้านการเงินและการลงทุนแล้ว ยังชื่นชอบหนังสือที่เป็น Fiction เช่น นิยายแปลจีนนิยายแปลญี่ปุ่น และ Non-fiction ที่เป็นแนวหนังสือจิตวิทยาและประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ คุณตุ๊กตายังมีความสนใจด้าน Data Science และกำลังศึกษาผ่านคอร์สเรียนออนไลน์เพื่อเพิ่มทักษะอีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเฉพาะ "วิธีการเลือก" เท่านั้น สินค้าและบริการที่ปรากฏอยู่ในบทความไม่ได้ถูกเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ
มายเบสท์เป็นเว็บไซต์ที่มีการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าที่มีการเพิ่มข้อมูลสินค้าเข้าไปมากกว่า 2,000 รายการในแต่ละเดือน ซึ่งในแต่ละบทความเราได้ใช้เวลาในการจัดทำเนื้อหาและทำการค้นคว้าข้อมูลมาอย่างละเอียด รวมทั้งสัมภาษณ์และตรวจสอบข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อนำความรู้และข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดนี้มาส่งมอบเป็นบทความที่ผู้อ่านสามารถเชื่อถือได้
"กองทุนตราสารหนี้ (Bond)" คือ หนึ่งในรูปแบบกองทุนที่มีนโยบายลงทุนกับเงินฝากหรือตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ โดยเป็นลักษณะการลงทุนที่ผู้ถือหรือผู้ลงทุนมีสถานะเป็น "เจ้าหนี้" ส่วนผู้ที่ออกตราสารหนี้ ซึ่งเป็นได้ทั้งรัฐบาลและบริษัทเอกชนจะมีสถานะเป็น "ลูกหนี้" ส่วนที่มาของผลตอบแทน (Yield) ก็คือดอกเบี้ย ซึ่งจะจ่ายเป็นงวดตามตกลง และคืนเงินต้นเมื่อครบอายุนั่นเอง
และสำหรับกองทุนตราสารหนี้ในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกทั้งแบบกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว (Long-Term Fixed-Income Fund) ที่ต้องถือครองมากกว่า 1 ปีขึ้นไป และแบบระยะสั้น (Short-Term Fixed-Income Fund) ถือครองไม่เกิน 1 ปี โดยเลือกลงทุนได้ตามอัตราการจ่ายดอกเบี้ยและความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่องของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งถึงแม้ว่ากองทุนตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าตราสารทุนหรือหุ้น แต่มีจุดเด่นตรงที่ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น จึงเหมาะกับมนุษย์เงินเดือน นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก หรือนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตหุ้น

ถ้ากล่าวถึงกองทุนตราสารหนี้นั้นสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกันซักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ นั้น กองทุนตราสารหนี้ก็คือการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำไปถึงกลาง เหมาะกับการพักเงินระยะสั้นที่ใช้ระยะเวลาในการลงทุนประมาน 1 - 2 ปี และแน่นอนว่าผลตอบแทนก็อาจจะไม่ได้สูงมากมายนัก ซึ่งนักลงทุนมือใหม่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมองข้ามกองทุนตราสารหนี้ไป แต่ว่าจริง ๆ แล้ว กองทุนตราสารหนี้นั้นถือว่ามีความสำคัญค่อนข้างมากและยังถูกนำไปใช้ในการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงอีกด้วย
อย่างที่ทราบกันดีว่า การลงทุนก็คือการนำเงินเก็บที่มีไปสร้างผลตอบแทนในอนาคตที่สูงกว่าการออม ทำให้นักลงทุนทุกรายต่างก็ทุ่มเทศึกษาข้อมูลกันอย่างละเอียดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากที่สุด ดังนั้น เราไปดูพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะว่า วิธีการเลือกตราสารหนี้ควรพิจารณาจากข้อมูลใดบ้าง
สำหรับประเภทของตราสารหนี้ สามารถแบ่งตามผู้ออกตราสารได้ 3 ประเภทด้วยกัน คือก ารออกโดยรัฐบาล ออกโดยภาคเอกชนหรือบริษัท และตราสารหนี้ของต่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีการถือครองและให้ผลตอบแทนต่างกันดังต่อไปนี้
สำหรับตราสารหนี้รูปแบบแรก คือ ตราสารหนี้ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกตราสาร ในที่นี้จะถูกเรียกกันว่า "พันธบัตรรัฐบาล" เพื่อใช้ระดมทุนจากประชาชนไปใช้ในการบริหารประเทศ ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและช่วยลดการขาดดุลทางการเงิน มีข้อดีคือ แม้ผลตอบแทนจะไม่หวือหวา แต่ก็มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยพันธบัตรจะมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด และจ่ายปีละ 2 งวด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอิสรภาพทางการเงินในระยะยาวและไม่ชอบความเสี่ยง
ในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตร รัฐบาลจะอยู่ในสถานะลูกหนี้ ส่วนเจ้าหนี้จะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ถือพันธบัตร โดยอาจซื้อผ่านระบบของกระทรวงการคลังหรือผ่านธนาคารในช่วงออกประกาศ และมักขายออกหมดอย่างรวดเร็วภายในวันแรก นอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นการซื้อผ่านกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในพอร์ตกองทุนของผู้ซื้อรายย่อย

กองทุนตราสารหนี้นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ก็คือ พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ความหมายก็ตรงตัวเลยคือเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลมาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลนั้นจะมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ๆ เพราะหากรัฐบาลผิดชำระหนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศด้วยนั่นเองครับ แม้ว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลนั้นจะไม่ได้สูงมาก ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2.5% ต่อปี แต่ก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงกว่าการฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ครับ
ในส่วนของตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนหรือที่หลายคนคุ้นหูกับคำว่า "หุ้นกู้" จะเป็นการออกตราสารมาเพื่อใช้ระดุมทุนให้กับกิจการต่าง ๆ โดยจะมีระยะสัญญาตั้งแต่ 3 ปี, 5 ปี, 7 ปี, 10 ปี ไปจนถึง 20 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน และบางหุ้นอาจมีการจ่ายปีละ 4 ครั้ง หรือทุก ๆ 3 เดือน ด้วยกันค่ะ
โดยหุ้นกู้ในปัจจุบันมักจะกำหนดมูลค่าการซื้อขั้นต่ำไว้ที่ 1,000 บาท สำหรับนักลงทุนรายย่อย และ 100,000 บาทหรือมากกว่า สำหรับนักลงทุนรายใหญ่และสถาบันการลงทุนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนทุกรายจะต้องเสียภาษี 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับด้วย ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงมากกว่า
นอกจากนี้ ยังมีตราสารหนี้แบบไม่มีกำหนดระยะเวลา หรือที่เรียกกันว่า "หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์" (Perpetual Bond) ไว้เป็นช่องทางการลงทุนสำหรับผู้ที่มีเงินเย็นอีกด้วย โดยหุ้นกู้นี้จะจูงใจผู้ลงทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงมากในช่วง 5 ปีแรก แต่ก็มีความเสี่ยงความซับซ้อนสูงกว่าแบบปกติ ทั้งนี้ มีคำแนะนำว่า ผู้ลงทุนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะผู้ลงทุนจะต้องฝากความหวังไว้กับความมั่นคงและการดำเนินธุรกิจของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ที่อาจมีความเสี่ยงล้มละลาย และไม่มีโอกาสได้รับเงินต้นคืนจนกว่าจะมีการยกเลิกกิจการนั่นเอง

ส่วนหุ้นกู้เอกชน คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน หรือก็คือการที่บริษัทเอกชนนั้นมาขอกู้เงินจากประชาชนเพื่อนำไปลงทุนต่อนั่นเองครับ สำหรับหุ้นกู้เอกชนนั้นจะมีความซับซ้อนเพิ่มเติมจากพันธบัตรรัฐบาลก็คือ หุ้นกู้เอกชนนั้นจะมีความเสี่ยงที่สูงกว่าเนื่องจากหากบริษัทขาดสภาพคล่องก็มีสิทธิ์ที่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยตามที่กำหนดในตราสารหนี้ได้นั่นเองครับ
หุ้นกู้เอกชนในปัจจุบันจะถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอาไว้ (Credit Rating) ซึ่งจะถูกกำหนดไว้โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด อันดับความน่าเชื่อถือจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ Investment Grade หรือกลุ่มน่าลงทุน (AAA ถึง BBB-) กลุ่มนี้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีความน่าเชื่อถือสูง และ Speculative Grade หรือกลุ่มเก็งกำไร (BB+- ลงไปจนถึง D) เพราะฉะนั้น หากใครต้องการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนก็อย่าลืมนำข้อมูลตรงนี้ไปใช้ในการตัดสินใจด้วยนะครับ
ตราสารหนี้ต่างประเทศ เป็นทางเลือกการลงทุนที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งแบบที่ บลจ.ของไทยบริหารกองทุนด้วยตนเอง ด้วยการนําเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เสนอขายในต่างประเทศ มีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80 % และแบบที่ บลจ.ของไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศอย่าง Feeder Fund และ Fund of Funds
สำหรับกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศถือได้ว่ามีความหลากหลายมาก ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงเฉลี่ยในระดับ 4 แต่ความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ระดับ 4 ในไทย เนื่องจากผู้ลงทุนจะต้องคอยรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ถือครองได้มากกว่า 2 ปีขึ้นไป เพราะการถือครองในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นอกจากจะไม่เห็นค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนหรือให้เวลากองทุนได้ปรับตัวตามสถานการณ์แล้ว ยังทำให้ผู้ลงทุนขาดความมั่นใจเมื่อเข้าสู่ภาวะขาลง จนอาจเกิดความต้องการขายออกและอาจทำให้ขาดทุนได้ในที่สุด

ตราสารอีกประเภทที่น่าสนใจก็คือ ตราสารหนี้ต่างประเทศ ตราสารชนิดนี้รายละเอียดก็จะเหมือนกันกับพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน เพียงแต่ว่าจะเป็นตราสารที่เปิดให้ลงทุนอยู่ในต่างประเทศนั่นเองครับ จริง ๆ แล้ว หากนักลงทุนต้องการที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนโดยตรงเอง ก็สามารถที่จะทำได้แต่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากบางทีอาจจะมีจำนวนจำกัดหรือเน้นจำหน่วยเฉพาะนักลงทุนสถาบันเท่านั้น (Primary Market) กองทุนตราสารหนี้จึ้งทำให้การลงทุนในตราสารเหล่านี้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการจากการลงทุนนั่นก็คือผลตอบแทนหรือกำไร และผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจากตราสารหนี้จะถูกเรียกว่า "ดอกเบี้ย" ในที่นี้มีทั้งแบบคงที่และแบบลอยตัว ซึ่งทั้้ง 2 แบบนี้ มีความเหมาะสมกับสถานการณ์และมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันดังนี้
"อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่" คือผลตอบแทนซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ตลอดอายุสัญญา ลักษณะใกล้เคียงกันกับการฝากประจำ ซึ่งผู้ออกตราสารจะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายงวด และเมื่อถึงวันครบกำหนดอายุของตราสารหนี้ ผู้ลงทุนก็จะได้รับคืนเงินต้นและดอกเบี้ยงวดสุดท้าย ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่จะมีความเสี่ยงต่อดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) เพราะเมื่อถึงวันไถ่ถอน ดอกเบี้ยที่ได้รับก็อาจน้อยกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทอื่น ๆ ได้
ดอกเบี้ยแบบลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราอ้างอิงที่กำหนดเช่น MLR + 1% โดยอาจปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือภาวะเศรษฐกิจ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะปรับช่วงใด ในบางปีอาจมีการปรับหลายครั้ง หรือบางปีอาจไม่มีการปรับเลยก็ได้ ถึงแม้ว่ากองทุนตราสารหนี้ชนิดดอกเบี้ยลอยตัวจะมีอยู่ในตลาดน้อย และไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แต่ก็มีไว้เป็นทางเลือกของนักลงทุนที่เลี่ยงการขาดทุนจากพันธบัตรในช่วงภาวะเงินเฟ้อ ที่มีการณ์คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวหรือมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องนั่นเองค่ะ

เมื่อเราทำความรู้จักเกี่ยวกับลักษณะของตราสารประเภทต่าง ๆ ไปแล้ว ทีนี้เรามาดูรายละเอียดของดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนกันบ้าง ซึ่งหลัก ๆ แล้วสามารถจำแนกได้ออกเป็น 3 ประเภท
1. ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate Bond) : ดอกเบี้ยประเภทนี้เป็นที่นิยมของหุ้นกู้และพันธบัตรส่วนใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ เป็นงวด ๆ เช่น ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 3 เดือน และจะจ่ายเงินต้นเมื่อครบกำหนดสัญญา
2. ดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Bond) : หุ้นกู้หรือพันธบัตรประเภทนี้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบแปรผัน โดยอิงจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารหรือที่เรียกกันว่า MRR หรือ MLR ยกตัวอย่างเช่น MRR+2% หมายความว่าถ้าผลตอบแทนเงินฝากประจำมีการปรับตัวขึ้น ผลตอบแทนของหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็จะสูงขึ้นเช่นกัน
3. ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero - Coupon) : หุ้นกู้หรือตราสารประเภทนี้จะไม่มีการกำหนดการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่นักลงทุน แต่จะเปิดราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาหน้าตั๋วและจะได้รับเงินเต็มจำนวนที่ระบุไว้บนหน้าตั๋วเมื่อถึงกำหนดครบสัญญา
หากผู้ออกตราสารหนี้มีความมั่นคงและจ่ายผลตอบแทนได้ครบตามกำหนดก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ความเป็นจริงตลาดเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้มีโอกาสที่ภาคเอกชนหรือผู้ออกจะผิดนัดชำระหรือล้มละลายได้ และหากล้มละลายก็จะต้องขายทรัพย์สินเพื่อมาชำระเงินคืนให้กับผู้ลงทุน ซึ่งลำดับสิทธิที่จะได้รับการชำระหนี้ก่อนหลังต่างกันดังนี้ค่ะ
สำหรับลำดับที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนใครเมื่อเกิดการล้มละลายของผู้ออกก็คือ ตราสารหนี้มีประกัน (Secured Bond) ซึ่งประกันในที่นี้มีความหมายตรงตัวคือ ผู้ออกตราสารหนี้มีการเอาสินทรัพย์ของบริษัทเช่น ที่ดิน อาคาร โรงงาน สำนักงาน ไปจนถึงพันธบัตรหรือหุ้นกู้จากบริษัทอื่นที่มีความมั่นคงหรือมีความเสี่ยงต่ำที่ผู้ออกถืออยู่ มาวางไว้เป็นหลักประกันในการออกตราสารหนี้ของตนเอง
สิทธิในลำดับถัดมาคือ ตราสารหนี้ไม่มีประกัน (Unsecured Bond) นับได้ว่าเป็นที่นิยมของบริษัทในไทย และมีอยู่ในตลาดตราสารหนี้มากกว่า 90 % สำหรับสิทธิประเภทนี้จะไม่มีสินทรัพย์ใด ๆ วางไว้เป็นหลักประกันในการออก แต่จะใช้ความน่าเชื่อถือและเสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าแบบมีประกันมาจูงใจนักลงทุนแทน โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ที่ผู้ถือจะมีสิทธิเท่ากับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ จะได้เงินต้นคืนหลังจาก ตราสารหนี้มีประกัน และแบบด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) ซึ่งมีสิทธิในอันดับที่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ แต่จะสูงกว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นสามัญ แต่จะได้เงินต้นคืนหลังจากตราสารหนี้ไม่มีประกันแบบไม่ด้อยสิทธิ ดังนั้นในการลงทุนก็จะมีระบุส่วนนี้ไว้ประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วคิวท้าย ๆ มักมีโอกาสได้รับเงินคืนน้อยลงหรืออาจไม่ได้คืนนั่นเองค่ะ

นอกจากอัตราผลตอบแทนแล้ว ตราสารหนี้ จะมีการจำแนกเพิ่มอีกเป็นสองประเภทคือ
1. ตราสารหนี้มีประกัน (Secured Bond) : หมายถึงการที่ผู้ออกตราสารมีการนำสินทรัพย์มาค้ำประกันในการออกหุ้นกู้ ซึ่งหากผู้ออกตราสารไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ จะทำให้ผู้ที่ถือตราสารหนี้มีสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน
2. ตราสารหนี้ไม่มีประกัน (Unsecured Bond) : หมายถึงหุ้นกู้ที่ไม่มีสินทรัพย์ใด ๆ มาค้ำประกัน หากผู้ออกตราสารล้มละลาย จะต้องทำการแบ่งสินทรัพย์คงเหลือให้กับเจ้าหนี้รายอื่นตามสิทธิและสัดส่วน
สุดท้ายนี้การจะมีตราสารหนี้ไว้ครอบครองแน่นอนว่าทุกคนต้องทำการซื้อก่อนค่ะ ซึ่งการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดการลงทุนของไทยมีให้นักลงทุนได้เลือกตามภาวะตลาดและโอกาสทำกำไรอยู่ 2 ช่องทางด้วยกันค่ะ
การซื้อขายในตลาดแรกคือการซื้อตราสารออกใหม่หรือเพิ่งออกขายเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเภทออมทรัพย์ สามารถจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย มีมูลค่าการซื้อขึ้นต่ำที่ 1,000 บาท ส่วนพันธบัตรประเภทอื่น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกจำหน่ายให้กับนักลงทุนหรือสถาบันการลงทุนโดยการประมูลแข่งขันราคาค่ะ
ในด้านของตราสารหนี้จากภาคเอกชนจะเสนอขาย 2 แบบ คือเสนอให้แก่นักลงทุนในวงจำกัด และเสนอให้แก่นักลงทุนรายย่อยทัวไป ซึ่งสามารถติดต่อซื้อผ่านสถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนได้โดยตรง และผ่านแอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ของธนาคารหรือสถาบันการเงินการลงทุนตามจำนวนหน่วยหรือจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำที่กำหนดค่ะ
ส่วนตลาดรองคือตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างนักลงทุน มีราคาการซื้อขายเป็นไปตามความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้ขายจะทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ผู้ซื้อจะได้ประโยชน์จากการเก็งกำไรส่วนต่างของราคา และยังมีตัวกลางการซื้อขาย ที่จะได้ประโยชน์เป็นส่วนต่างจากการรับซื้อและขายต่อให้นักลงทุน
ทั้งนี้สามารถซื้อขายได้โดยติดต่อกับสถาบันการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ที่ค้าตราสารหนี้ หรือซื้อขายโดยไม่มีตัวกลาง (Over the counter /OTC) ได้จากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ค่ะ
สินค้า | รูปภาพ | ราคาต่ำสุด | จุดเด่น | |
|---|---|---|---|---|
- | Krungthai Asset Management กองทุนตราสารหนี้ KTILF กองทุนเปิดกรุงไทยอ้างอิงเงินเฟ้อ | ![]() | กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวที่เลือกอิงตามอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก | |
- | KIATNAKIN PHATRA Asset Management กองทุนตราสารหนี้ KKP ACT FIXED กองทุนเปิดเคเคพี แอ็กทิฟ ฟิกซ์ อินคัม ชนิดทั่วไป | ![]() | ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวจากภาครัฐและเอกชน | |
- | Kasikorn Asset Management กองทุนตราสารหนี้ KPVDSF กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ | ![]() | เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนจากภายในประเทศ | |
- | SCB Asset Management กองทุนตราสารหนี้ SCBFST กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารหนี้ ระยะสั้นต่างประเทศ (ชนิดสะสมมูลค่า) | ![]() | กองทุน 5 ดาว Morningstar เน้นตราสารหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ | |
- | TISCO Asset Management กองทุนตราสารหนี้ TUSFIX ทิสโก้ ยูเอส ตราสารหนี้ระยะสั้น | ![]() | สร้างผลตอบแทนที่มากด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นจากสหรัฐอเมริกา | |
- | Krungsri Asset Management กองทุนตราสารหนี้ KFAFIX-A กรุงศรีแอคทีฟตราสารหนี้-สะสมมูลค่า | ![]() | ลงทุนในตราสารของเอกชนและรัฐบาล จากทั้งในและนอกประเทศ | |
- | Krungthai Asset Management กองทุนตราสารหนี้ KT-ST กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ระยะสั้น | ![]() | มีนโยบายควบคุมอายุเฉลี่ยของตราสารในกองทุนให้ไม่เกิน 1 ปี | |
- | Asset Plus Fund Management กองทุนตราสารหนี้ ASP-FRF แอสเซทพลัสตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ | ![]() | กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ที่สามารถนำไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ | |
- | Kasikorn Asset Management กองทุนตราสารหนี้ KACB เคเอ คอร์เปอเรท บอนด์ | ![]() | ลงทุนในตราสารแห่งหนี้ ที่ออกโดยบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ | |
- | Phillip Asset Management กองทุนตราสารหนี้ PBOND กองทุนเปิดฟิลลิปตราสารหนี้ไทย | ![]() | มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ไทยที่อยู่ในระดับ Investment Grade |
กองทุนตราสารหนี้การันตีด้วย 4 ดาว จาก Morningstar โดยมีนโยบายเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอายุตั้งแต่ 3 - 5 ปี มีทั้งที่มาจากในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งทางกองทุนจะพิจารณาคัดเลือกเฉพาะทรัพย์สินที่มีผลตอบแทนแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ เพื่อช่วยให้คุณเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงการลงทุนในช่วงที่ตลาดเศรษฐกิจมีความผันผวนได้ แม้ว่าจะมีการลงทุนในต่างประเทศ แต่ทางกองทุนก็ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90%
ทางกองทุนเลือกใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบ Passive Management เมื่อดูจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่ามีความใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัด และในบางช่วงนั้นยังสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัดได้อีกด้วย อีกทั้งในช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา กองทุนนี้ยังมีผลการดำเนินงานที่สูงติดอันดับต้น ๆ ของกองทุนต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มประเภทเดียวกันและโดยรวมทุกประเภทอีกด้วย
กองทุนตราสารหนี้ตัวนี้จะเน้นตราสารที่มีอายุตั้งแต่ระยะกลางถึงระยะยาว โดยเป็นตราสารในรูปแบบของตราสารภาครัฐ เช่น ตั๋วเงินคงคลัง พันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชน ซึ่งมีทั้งจากภายในประเทศไทยและต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศนั้นจะไม่เกิน 79% และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 90% กองทุนนี้ยังได้รับการเรทติ้งจาก Morningstar ในระดับ 5 ดาว
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนนี้เมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดพบว่ามีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดในแทบจะทุกช่วงระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วง 1 ปี 3 ปี 5 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน และยังมากกว่าค่าเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันอีกด้วย อีกทั้งยังมีค่า Maximum Drawdown ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่ากองทุนดังกล่าวมีจุดผลตอบแทนสูงสุดและขาดทุนสูงสุดไม่ห่างกันมากนัก
กองทุนตราสารหนี้การันตี 4 ดาวจาก Morningstar จะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมไปถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ โดยเมื่อถัวเฉลี่ยอายุและจำนวนเงินลงทุนของตราสารหนี้แต่ละตัวในพอร์ตลงทุนนั้นจะต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี และในขณะเดียวกันก็ยังมีการลงทุนใน Unrated Bond หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ ซึ่งจะมีมูลค่าไม่เกิน 20% เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน แต่ยังควบคุมไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากจนเกินไป
ทางกองทุนมีกลยุทธ์การบริหารแบบ Active Management และเมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนกับดัชนีชี้วัด จะพบว่ามีมูลค่าสูงกว่ามาโดยตลอด และยังมีผลการดำเนินงานสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน กองทุนดังกล่าวจะไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล แต่เนื่องจากเป็นกองทุนรูปแบบสำรองเลี้ยงชีพ จึงนำไปใช้ประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีได้ หากถือหน่วยลงทุนครบถ้วนตามเงื่อนไข
กองทุนตราสารหนี้จาก SCB ที่ได้รับการการันตี 5 ดาว จาก Morningstar โดยจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศที่จะมีอายุเฉลี่ยไม่เกินกว่า 3 เดือน ซึ่งประเทศหลักที่ออกตราสารหนี้ดังกล่าวนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น กาตาร์และสหรัฐอเมริกา มีทั้งการลงทุนในภาครัฐและภาคเอกชน อันได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากประจำ ใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบ Active มีตัวชี้วัดคือ BofA Merrill Lynch US 3-month Treasury Bill 100% ที่ปรับด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินบาท ณ วันที่คำนวณผลตอบแทน
แม้จะมีการลงทุนในต่างประเทศ แต่กองทุนดังกล่าวก็มีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จากผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนในช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา พบว่ามีบางปีที่มีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดและมากกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มกองทุนประเภทเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี นั้นมีผลการดำเนินงานที่สูงสุดในกลุ่ม
สำหรับผู้ที่มองหาโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ควรจะลองเก็บกองทุนนี้ไว้เป็นตัวเลือกในการพิจารณาดูค่ะ โดยกองทุนดังกล่าวจะมีการลงทุนในกองทุนต่างประเทศอย่าง SPDR Barclays 1-3 Month T-Bill ETF ซึ่งอิงตามดัชนี Bloomberg Barclays 1-3 Month U.S. Treasury Bill หรือดัชนีตั๋วเงินคงคลังอายุ 1 - 3 เดือน ของสหรัฐอเมริกา เป็นหลัก ทางกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ
กองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงโดยรวมของกองทุนอยู่ในระดับ 3 ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงระดับปานกลาง ค่อนข้างต่ำ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนนั้นพบว่ามีมูลค่าน้อยกว่าดัชนีชี้วัด แต่มีมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นกองทุนที่ทำงานได้ดีติดอันดับท็อปของกองทุนโดยรวมทั้งหมดมาหลายปี ทางกองทุนจะไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล และมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย
กองทุนตราสารหนี้ตัวนี้มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก โดยมีที่มาจากทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินและบริษัทเอกชนต่าง ๆ มีทั้งการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศจะมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 90% อายุของตราสารที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของกองทุนนี้จะมีลักษณะเป็น Mid Term General Bond ซึ่งจะอยู่ระหว่างระยะเวลา 1 - 3 ปี
กองทุนดังกล่าวมีกลยุทธ์แบบ Active Management ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมา อีกทั้งยังมีมูลค่ามากกว่าในช่วงระยะต่ำกว่า 1 ปี และมากกว่า 1 ปี อีกด้วย โดยดัชนีชี้วัดของกองทุนจะประกอบไปด้วยผลตอบแทนรวมสุทธิของดัชนีพันธบัตรรัฐบาล ดัชนีตราสารหนี้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ดังนั้นหากใครที่อยากมองหาผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร แต่ไม่อยากเสี่ยงระดับตลาดหุ้นก็สามารถพิจารณากองทุนนี้ได้
กองทุนตราสารหนี้ตัวนี้จะเน้นลงทุนในตราสารกลุ่ม Short Term General Bond หรือตราสารที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี โดยมีที่มาทั้งจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งต่างประเทศจะมีการลงทุนไม่เกิน 40% อีกทั้งยังมุ่งหวังให้ผลตอบแทนนั้นมีความเหมาะสมกับความเสี่ยง ทางกองทุนจะควบคุมอายุเฉลี่ยของตราสารในกองทุน (Portfolio Duration) ให้ไม่เกิน 1 ปี ใช้กลยุทธ์การบริหารแบบ Active Management และไม่มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนนั้นเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดที่ประกอบไปด้วยดัชนีพันธบัตรที่มีอายุคงที่ 6 เดือน และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงระยะเวลา 6 เดือน พบว่ามีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกองทุนที่ต่ำ ทำให้มีความผันผวนในส่วนของผลตอบแทนน้อย จึงถือเป็นหนึ่งในกองทุนที่เหมาะกับการพักเงินระยะสั้น
กองทุนตราสารหนี้ตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่ได้รับเรทติ้ง 5 ดาว จาก Morningstar เน้นการลงทุนในตราสาร Short Term Bond หรือตราสารหนี้ระยะสั้น โดยจะพิจารณาจากความมั่นคงของผู้ออกตราสารเป็นหลัก ซึ่งจะต้องมี Rating ในระดับไม่ต่ำกว่า BBB และสิ่งที่พิเศษคือทางกองทุนจะไม่มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) และตราสารหนี้ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปร (Structure Note) รวมไปถึงไม่มีการลงทุนในต่างประเทศ
ทางกองทุนมีกลยุทธ์การบริหารแบบ Active Management ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานย้อนหลังที่ผ่านมากับดัชนีชี้วัดนั้นมักจะมีมูลค่าที่ต่ำกว่า แต่ในช่วงที่ดัชนีชี้วัดมีมูลค่าติดลบ จะพบว่าผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นจะยังมีกำไรเป็นบวก อีกทั้งยังมีมูลค่าเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันบางช่วงระยะเวลา กองทุนนี้จะไม่มีการจ่ายเงินปันผล แต่สามารถนำไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ถ้าถือหน่วยลงทุนตามเงื่อนไข
สำหรับคนที่มองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ไม่ชอบความเสี่ยงสูง อย่างเช่น การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ของภาคเอกชนอย่างหุ้นกู้ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อลดความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ตัวนี้จะมีการพิจารณาเลือกโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญผสมทั้งตราสารหนี้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ
จากพอร์ตการลงทุนของกองทุนนี้จะพบว่ามีการลงทุนในหุ้นกู้จากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ โดยมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Gulf Energy, True และ ThaiBev เป็นหลัก และมีกลยุทธ์บริหารกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัดที่ประกอบไปด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ผลตอบแทนสุทธิทั้งจากตราสารหนี้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่าดัชนีชี้วัดและยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง
กองทุนตราสารหนี้ตัวนี้จะเน้นลงทุนในตราสารหนี้จากประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะคัดเลือกจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยพิจารณาจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่อยู่ในระดับ Investment Grade เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีการลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงหรือ Structured Notes อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนจะอยู่ที่ระยะเวลา 4 ปี 9 เดือน ซึ่งจัดว่าเป็น Long Term General Bond
ผลการดำเนินงานในอดีตที่ผ่านมาของกองทุนนั้นเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดยังมีมูลค่าน้อยกว่าเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับ Year To Date แล้วพบว่ามีมูลค่ามากกว่า ในขณะที่เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยจากกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มประเภทเดียวกันนั้น พบว่าอยู่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว กองทุนนี้มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับกองทุนในระดับที่ต่ำมาก และไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ว่าจะซื้อขายหรือสับเปลี่ยน
แม้ว่าสำหรับนักลงทุนมือใหม่หลาย ๆ คน กองทุนตราสารหนี้อาจจะเป็นหนึ่งในกองทุนที่เคยได้ยินชื่ออยู่บ้างแต่ยังไม่คุ้นเคยมากนัก จึงอาจมีข้อสงสัยหรือคำถามต่าง ๆ อยู่ ในวันนี้ เราจึงมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

สำหรับจุดเด่นของกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นนั้น จะมีสภาพคล่องที่สูงกว่าและมีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ต้องแลกกับผลตอบแทนที่ต่ำตามกันครับ ในทางกลับกัน กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวนั้นจะมีความเสี่ยงระดับปานกลาง แต่ก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่ารูปแบบระยะสั้นนั่นเองครับ

สำหรับมุมมองของผมนั้น กองทุนตราสารหนี้เป็นการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนทุก ๆ คน เพียงแต่ว่าสัดส่วนที่ลงทุนนั้นควรจะแตกต่างตามความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ถ้าผู้ลงทุนอยู่ในวัยทำงานอายุประมาน 35 ปี ก็อาจจะถือสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ไว้ซัก 20% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือก็นำไปกระจายลงทุนในสินทรัพย์อื่นเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น ในทางกลับกัน หากผู้ลงทุนเป็นผู้ที่เกษียณอายุ ก็ควรที่จะถือกองทุนตราสารหนี้ไว้ซัก 80% ของพอร์ตเพราะว่านักลงทุนกลุ่มนี้ไม่มีรายได้ประจำแล้วจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาเงินต้นเอาไว้ครับ
จะเห็นได้ว่า ข้อดีของตราสารหนี้ คือ มีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นและให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้เป็นช่องทางการลงทุนอีกช่องทางหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจ ทั้งนี้ 10 อับดับ กองทุนตราสารหนี้ที่เราได้รวมรวมมาให้เป็นเพียงกองทุนที่มีความโดดเด่นน่าจับตามองในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา ที่คุณสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจหรือเปรียบเทียบกับกองทุนที่คุณกำลังสนใจได้
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกกองทุนที่ติดอันดับเสมอไปนะคะ เพราะอย่างที่นักลงทุนทราบกันดีว่า ไม่ว่าจะลงทุนในรูปแบบใด หากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการลงทุนแล้ว ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มากน้อยแตกต่างกันไปอยู่ดี ดังนั้น จึงควรพิจารณาหนังสือชี้ชวนกันให้ถี่ถ้วนก่อน และควรลงทุนในกองที่รับความเสี่ยงได้หรือเหมาะสมกับแนวทางการบริหารเงินของคุณจะดีที่สุดค่ะ
อันดับที่ : Krungthai Asset Management|กองทุนตราสารหนี้ KTILF กองทุนเปิดกรุงไทยอ้างอิงเงินเฟ้อ
อันดับที่ : KIATNAKIN PHATRA Asset Management|กองทุนตราสารหนี้ KKP ACT FIXED กองทุนเปิดเคเคพี แอ็กทิฟ ฟิกซ์ อินคัม ชนิดทั่วไป
อันดับที่ : Kasikorn Asset Management|กองทุนตราสารหนี้ KPVDSF กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
อันดับที่ : SCB Asset Management|กองทุนตราสารหนี้ SCBFST กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารหนี้ ระยะสั้นต่างประเทศ (ชนิดสะสมมูลค่า)
อันดับที่ : TISCO Asset Management|กองทุนตราสารหนี้ TUSFIX ทิสโก้ ยูเอส ตราสารหนี้ระยะสั้น
คลิกที่นี่สำหรับการจัดอันดับคำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงจากเนื้อหาที่แสดงในเว็บไซต์ผู้ผลิต แบรนด์ และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

































