10 กองทุนปันผลสูง แนะนํา ปี 2026 เพิ่มกระแสเงินสด
กองทุนปันผลสูง คือกองทุนรวมที่มีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอและในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เช่น หุ้นขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินมั่นคง หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางให้กับผู้ลงทุน ควบคู่ไปกับโอกาสในการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว
บทความนี้เรามีวิธีการเลือกกองปันผลสูง ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ ต้องการความมั่นคง, สำหรับโอกาสเติบโตของทุน + รายได้ปันผล, สำหรับผู้ที่ต้องการ Yield ค่อนข้างดี พร้อมคำแนะนำจาก สุดารัตน์ บริสุทธนะกุล นักวางแผนการเงิน อีกทั้งยังมี 10 กองทุนปันผลสูง ที่มีทั้งกองทุนปันผล Global High Dividend, กองทุนปันผล US Dividend, กองทุนปันผล Asia Dividend และกองทุนปันผล REIT Dividend มาแนะนำเพิ่มเติมอีกด้วย
Top 5 กองทุนปันผลสูง
SCB Asset Management

เริ่มต้น 1 บาท ค่าธรรมเนียมต่ำ มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
SCB Asset Management

ลงทุนหุ้นไทยหลายกลุ่ม ปันผลสม่ำเสมอ ค่าธรรมเนียม 0.54%
Krungsri Asset Management

ลงทุนกองทุน ตราสารหนี้ หุ้นนอกตลาด ซื้อขายขั้นต่ำ 500 บาท
BBL Asset Management

ลงทุนใน JPMorgan Funds เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปันผล 0.75 บาท

คุณแอนจบการศึกษา Chemical Engineering จาก Sirindhorn International Institute of Technology มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหลักสูตรที่ปรึกษาการเงิน FChFP Executive Program สอบผ่านระดับ Distinction จากสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน ปัจจุบันทำงานเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล ตัวแทนประกัน และผู้แนะนำการลงทุน โดยมีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการเงินครอบครัว แผนทุนการศึกษา แผนการออมเงินและการลงทุน แผนโอนย้ายความเสี่ยง วิเคราะห์และออกแบบประกันอย่างเหมาะสม แผนส่งต่อมรดกและภาษีมรดก เป็นต้น คุณแอนมีความตั้งใจที่จะนำความรู้ ประสบการณ์ ความผิดพลาดในอดีต มาช่วยให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเงิน การโอนย้ายความเสี่ยงด้วยประกัน และการทำให้เงินเติบโตด้วยการลงทุน อย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคง มั่งคั่ง และดำเนินชีวิตตามเป้าหมายของชีวิตได้อย่างสบายใจ เพราะคนที่เริ่มและรู้ตัวก่อนย่อมได้เปรียบ และการเงินเป็นเรื่องสำคัญของทุกชีวิต

คุณตุ๊กตาจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพื้นฐานความรู้จากการเรียนในมหาวิทยาลัยและความสนใจส่วนตัวแล้ว จึงมีความรู้ความสนใจเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของบัตรเครดิตและกองทุน ที่ถือเป็นทางเลือกการบริหารการเงินส่วนตัวของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งในยามว่างคุณตุ๊กตาจะชอบอ่านหนังสือหรือบทความเกี่ยวกับการลงทุน เพื่อพัฒนาความรู้เพิ่มเติมและวางแผนด้านการเงินของตนเองในระยะยาวได้อย่างมั่นคง รวมทั้งยังมีแพลนที่จะลงคอร์สเรียนต่าง ๆ เพื่อนำมาต่อยอดความรู้เดิมอีกด้วย ปัจจุบันคุณตุ๊กตาช่วยงานธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวและเป็นนักเขียนอิสระ ซึ่งนอกจากการอ่านหนังสือด้านการเงินและการลงทุนแล้ว ยังชื่นชอบหนังสือที่เป็น Fiction เช่น นิยายแปลจีนนิยายแปลญี่ปุ่น และ Non-fiction ที่เป็นแนวหนังสือจิตวิทยาและประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ คุณตุ๊กตายังมีความสนใจด้าน Data Science และกำลังศึกษาผ่านคอร์สเรียนออนไลน์เพื่อเพิ่มทักษะอีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเฉพาะ "วิธีการเลือก" เท่านั้น สินค้าและบริการที่ปรากฏอยู่ในบทความไม่ได้ถูกเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ
Why You Can Trust Us
มายเบสท์เป็นเว็บไซต์ที่มีการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าที่มีการเพิ่มข้อมูลสินค้าเข้าไปมากกว่า 2,000 รายการในแต่ละเดือน ซึ่งในแต่ละบทความเราได้ใช้เวลาในการจัดทำเนื้อหาและทำการค้นคว้าข้อมูลมาอย่างละเอียด รวมทั้งสัมภาษณ์และตรวจสอบข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อนำความรู้และข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดนี้มาส่งมอบเป็นบทความที่ผู้อ่านสามารถเชื่อถือได้
วิธีการเลือกกองทุนปันผลสูง
การเลือกกองทุนปันผลสูง จะต้องอาศัยการพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้เลือกกองทุนปันผลสูง ได้ตรงกับ เป้าหมายในการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงดังนี้
เลือกประเภทของกองทุนปันผลสูง ให้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุน
การเลือกประเภทของกองทุนปันผลสูงให้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุน ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนได้ตรงกับจุดประสงค์ในการใช้งาน ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะกองทุนปันผลสูงแต่ละประเภทมีนโยบายสินทรัพย์และความเสี่ยงที่ต่างกัน จึงมีข้อควรพิจารณาดังนี้
สำหรับมือใหม่ ต้องการความมั่นคง เลือกกองทุนปันผล Global High Dividend

สำหรับมือใหม่ ต้องการความมั่นคง แนะนำให้เลือกกองทุนปันผล Global High Dividend เช่น KFGDIV-D, ES-GDIV, และ KFGDIV เพราะช่วยกระจายความเสี่ยงทั่วโลกในหลากหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม ทำให้ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือปัญหาเฉพาะที่เกิดในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ข้อเสียคือค่า Dividend Yield อาจไม่สูงเท่ากองทุนแบบเน้น High Yield และมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากหากกองทุนลงทุนในหลายสกุลเงินแล้วสกุลเงินเหล่านั้นอ่อนค่าลง เงินปันผลที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทก็จะลดลงตามไปด้วย จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอในระยะยาวและรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางถึงสูง
สำหรับโอกาสเติบโตของทุน + รายได้ปันผล เลือกกองทุนปันผล US Dividend

สำหรับโอกาสเติบโตของทุนควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ปันผล แนะนำให้เลือกกองทุนปันผล US Dividend เช่น K-USXNDQ-A(D), SCBS&P500, B-USALPHA เพราะเป็นการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่จ่ายปันผลสูง ซึ่งมักมาจากบริษัทขนาดใหญ่และมีสถานะทางการเงินมั่นคง จึงมีโอกาสได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอและมีความเสถียรสูงกว่าหุ้นที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามข้อเสียของหุ้นประเภทนี้คือผลตอบแทนสุทธิจะผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนหากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และที่สำคัญต้องระวังกับดักของ Yield Trap เพราะบางครั้งค่า Yield ที่สูงอาจเกิดจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลง ไม่ใช่เพราะบริษัทจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเลือกกองทุนอย่างละเอียดจึงสำคัญกว่าการมองแค่ตัวเลข Yield สูงเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ที่ต้องการ Yield ค่อนข้างดี พร้อมรับความผันผวน เลือกกองทุนปันผล Asia Dividend

สำหรับผู้ที่ต้องการ Yield ค่อนข้างดี พร้อมรับความผันผวน แนะนำให้เลือกกองทุนปันผล Asia Dividend เช่น K-ASIA เพราะมีโอกาสได้รับ Yield ที่สูงกว่าหุ้นแบบเติบโต (Growth Stock) เนื่องจากหลายบริษัทในเอเชียมีนโยบายจ่ายปันผลค่อนข้างดี จุดเด่นคือหากนักลงทุนคุ้นเคยกับเศรษฐกิจหรือธุรกิจในภูมิภาค จะช่วยให้เข้าใจปัจจัยพื้นฐานและคัดเลือกหุ้นได้แม่นยำกว่า อย่างไรก็ตามกองทุนนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในเรื่องของความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายของแต่ละประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นปันผลโดยตรง อีกทั้งความโปร่งใสของข้อมูลบริษัทอาจยังยากต่อการเข้าถึงเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป
สำหรับผู้ที่ต้องการ Yield จากอสังหาริมทรัพย์แบบไม่ต้องเป็นเจ้าของเอง เลือกกองทุนปันผล REIT Dividend

สำหรับผู้ที่ต้องการ Yield จากอสังหาริมทรัพย์แบบไม่ต้องเป็นเจ้าของเอง แนะนำให้เลือกกองทุนปันผล REIT Dividend (กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) เช่น ONE-APACPROP-RD, KKP PROP-D, K-PROPI-A(D), ES-PIPF ซึ่งมีข้อดีคือรายได้ปันผลมักสม่ำเสมอและค่อนข้างสูง เนื่องจากตามกฎหมาย REIT ต้องจ่ายรายได้ค่าเช่าส่วนใหญ่ให้แก่ผู้ถือหน่วย ทำให้คุณได้รับ Passive Income จากอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องซื้อหรือดูแลเอง ข้อดีเด่นชัดคือมีสภาพคล่องสูงกว่าทรัพย์สินจริง เพราะ REIT ที่จดทะเบียนในตลาดสามารถซื้อขายได้ง่าย แต่มีข้อเสียคืออ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่ากองทุนได้ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการรายได้ประจำและยอมรับความเสี่ยงที่ผันผวนตามตลาดอสังหาริมทรัพย์

หากสภาวะเศรษฐกิจซบเซาจนส่งผลให้จำนวนผู้เช่าลดลง หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น กลุ่มโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้า รายได้จากการเก็บค่าเช่าของ REIT ก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรพิจารณากระจายความเสี่ยงโดยเลือกกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท หรือเน้นสินทรัพย์ที่มีสัญญาเช่าระยะยาวเพื่อรักษาความเสถียรของเงินปันผล
เลือกจากระดับความเสี่ยงของกองทุนที่ยอมรับได้

- ความเสี่ยงต่ำ ควรเลือกกองทุนที่เน้นการรักษาเงินต้นที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในบรรดากองทุนปันผลสูง เช่น ABFTH, KTFIXPLUS-I ที่เน้นจ่ายปันผลเมื่อมีกำไรสะสม เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แต่ยังต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากการลงทุนหลายประเภทสินทรัพย์
- ความเสี่ยงปานกลาง ควรเลือกกองทุนที่เน้นการสร้างผลตอบแทนรวมและรายได้ปันผลจากกองทุนรวมผสม ซึ่งยอมรับความผันผวนของราคาหน่วยลงทุน (NAV) ได้ในระดับปานกลาง เช่น KTMUNG-D เหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนของตลาดได้ปานกลาง แต่ต้องการ Yield จากหุ้นพื้นฐานดีในประเทศ
- ความเสี่ยงสูง ควรเลือกกองทุนที่จัดลำดับความสำคัญของ Yield สูงสุด โดยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงหรือความเสี่ยงเฉพาะด้าน เฉพาะอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเงินปันผลที่โดดเด่นที่สุด ONE-GLOBFIN-RD, SCBNK225D, SCBBANKING เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงด้านเครดิตสูงเพื่อ Yield ที่สูงที่สุด
ตรวจสอบผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนปันผล

- ผลตอบแทนรวม (Total Return) ควรพิจารณาผลตอบแทนรวมย้อนหลังอย่างน้อย 3-5 ปี (NAV Growth + ปันผล) เพื่อประเมินว่ากองทุนสามารถสร้างกำไรจากส่วนต่างราคาได้ดีหรือไม่ เพราะหาก NAV ลดลงต่อเนื่องสวนทางกับเงินปันผล อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากองทุนกำลังจ่ายเงินคืนจากเงินต้นไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงาน
- ดัชนีชี้วัด (Benchmark) ควรนำผลการดำเนินงานของกองทุนไปเทียบกับดัชนีชี้วัดหรือกองทุนอื่นในประเภทเดียวกัน เพื่อดูว่าผู้จัดการกองทุนมีความสามารถในการบริหารจัดการเหนือกว่าตลาดอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ฝีมือในการคัดเลือกหุ้นและจับจังหวะการลงทุน ว่าคุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมบริหารจัดการที่เราต้องจ่ายไปหรือไม่

รายชื่อกองทุนที่แนะนำเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นในช่วงเวลาที่จัดทำบทความนี้เท่านั้น ซึ่งผลการดำเนินงานในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของตลาดที่ผันผวน ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลล่าสุดจากหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) อย่างสม่ำเสมอ และควรพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่วางไว้
พิจารณาจากนโยบายการจ่ายปันผล

- ความสม่ำเสมอในการจ่าย ตรวจสอบประวัติว่ากองทุนจ่ายปันผลเป็นประจำทุกเดือน, ไตรมาส, หรือปี เช่น กองทุนปันผลรายเดือน, กองทุนปันผลสูง 5 ปี หรือกองทุนปันผลทุก 3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกระแสเงินสดของคุณ
- แหล่งที่มาของเงินปันผล พิจารณาว่าปันผลมาจากกำไรสุทธิ, กำไรสะสม, หรือมาจากเงินต้น เพราะการจ่ายจากเงินต้น (Return of Capital) อาจทำให้มูลค่า NAV ลดลงในระยะยาว ซึ่งเป็นการนำเงินต้นมาจ่ายคืนให้เรา ทำให้เราไม่ได้กำไรที่แท้จริง
- วันที่จ่ายปันผล (XD Date) ดูวันที่ประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD (Ex-Dividend Date) และวันที่จ่ายเงินปันผล เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการลงทุนและการเงินได้อย่างเหมาะสม เพราะคุณต้องซื้อกองทุนก่อนวัน XD เพื่อให้มีสิทธิรับเงินปันผลงวดนั้น
ตรวจสอบค่าธรรมเนียมของกองทุนปันผล

- ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่กองทุนเรียกเก็บเป็นรายปี ควรเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นที่มีนโยบายใกล้เคียงกัน เพราะค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในระยะยาว ทำให้ได้รับผลตอบแทนน้อยลง
- ค่าธรรมเนียมการซื้อ/ขายคืน (Front/Back-end Fee) ตรวจสอบว่ามีค่าธรรมเนียมในการซื้อ (Front-end) หรือขายคืน (Back-end) หรือไม่ เนื่องจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะมีผลต่อกำไรทันทีที่คุณตัดสินใจเข้าหรือออกจากการลงทุน
10 กองทุนปันผลสูง แนะนํา เพิ่มกระแสเงินสด
สินค้า | รูปภาพ | ราคาต่ำสุด | จุดเด่น | รายละเอียด | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
ประเภทกองทุน | ความเสี่ยง | วันที่จดทะเบียน | อายุกองทุน | นโยบายการลงทุน | ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | แหล่งที่มาของเงินปันผล | การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | |||||
SCB Asset Management SCBS&P500 กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดจ่ายเงินปันผล) | ![]() | เริ่มต้น 1 บาท ค่าธรรมเนียมต่ำ มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน | US Dividend | 6 | 18 ธันวาคม 2555 | 13 - 14 ปี | Feeder Fund ลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF เพื่อติดตามดัชนี S&P 500 | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี | กำไรหรือกระแสเงินสดจากการลงทุนของกองทุนหลัก | 1 บาท | 1 บาท | 1.07% ต่อปี | 0.535% | 0.535% | 10 บาทต่อ 1,000 หน่วยลงทุน | ||
SCB Asset Management SCBDV กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (ชนิดจ่ายเงินปันผล) | ![]() | ลงทุนหุ้นไทยหลายกลุ่ม ปันผลสม่ำเสมอ ค่าธรรมเนียม 0.54% | Thai Dividend | 6 | 16 กันยายน 2546 | 22 - 23 ปี | ลงทุนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ในหุ้นไทยที่มีนโยบายหรือมีการจ่ายเงินปันผลเป็นประจำ | ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี | รายได้จากการลงทุนหุ้นที่จ่ายปันผลตามนโยบายของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย | 1 บาท | 1 บาท | 1.2466% ต่อปี | 0.535% | 0.535% | 10 บาทต่อ 1,000 หน่วยลงทุน | ||
Krungsri Asset Management KFGDIV - D กรุงศรีโกลบอลดิวิเดนด์เฮดจ์เอฟเอ็กซ์ - ปันผล | ![]() | ลงทุนกองทุน ตราสารหนี้ หุ้นนอกตลาด ซื้อขายขั้นต่ำ 500 บาท | Global High Dividend | 6 | 24 มิถุนายน 2563 | 5 - 6 ปี | ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Fidelity Funds – Global Dividend Fund (Master) โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 90% | ไม่ระบุ | เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่ได้รับจากสินทรัพย์ของกองทุนและ/หรือกำไรสุทธิของรอบบัญชี และ/หรือกำไรสะสมตามที่ บลจ.เห็นสมควร | 500 บาท | 500 บาท | 2.14% ต่อปี | 2% | 2% | 10 บาทต่อ 1,000 หน่วยลงทุน | ||
BBL Asset Management B - USALPHA กองทุนเปิดบัวหลวงยูเอสอัลฟ่า | ![]() | ลงทุนใน JPMorgan Funds เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปันผล 0.75 บาท | US Dividend | 6 | 26 สิงหาคม 2564 | 4 - 5 ปี | ลงทุนหลักใน JPMorgan Funds – US Growth Fund (JPM US Growth I (acc) – USD) เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี | สินทรัพย์ และกำไรสะสมหรือกำไรจากการดำเนินงาน | 500 บาท | 500 บาท | 2.14% ต่อปี | 1% | 1% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
Krungthai Asset Management KT - HiDiv - D กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (ชนิดจ่ายเงินปันผล) | ![]() | หุ้นไทยกลุ่มธนาคาร ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ไม่มีขั้นต่ำขายคืน | Thai Dividend | 6 | 30 ตุลาคม 2556 | 12 - 13 ปี | ลงทุนในหุ้นไทยที่มีพื้นฐานดี ผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีการจ่ายเงินปันผลที่ดีหรือมีศักยภาพจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV | ไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี | รายได้จากเงินปันผลของหุ้นที่ลงทุน และ/หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในพอร์ต (ขึ้นกับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน) | 1,000 บาท | 1,000 บาท | 2.14% ต่อปี | 5% | 3% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
UOB Asset Management TEF - DIV กองทุนเปิด ไทย อิควิตี้ฟันด์ - ปันผล | ![]() | กองทุนรวมหุ้นไทย กระจายความเสี่ยงหลายกลุ่ม ไม่มียอดขั้นต่ำ | Thai Dividend | 6 | 22 มีนาคม 2547 | 21 - 22 ปี | ลงทุนใน ตราสารทุนไทยเป็นหลัก โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV | 2 ครั้งต่อปี | เงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนและกำไรจากพอร์ตตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน | 1 บาท | 1 บาท | 1.605% ต่อปี | 1% | 1% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
Kiatnakin Phatra Asset Management KKP Dividend Equity Fund : KKP Dividend | ![]() | เน้นหุ้นที่จ่ายปันผลและมีแนวโน้มเติบโตสูง ไม่มีขั้นต่ำขายคืน | Thai Dividend | 6 | 21 มิถุนายน 2555 | 13 - 14 ปี | ลงทุนในตราสารทุนของบริษัทไทยที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลหรือมีศักยภาพจ่ายปันผล โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% NAV | ไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี | รายได้จากเงินปันผลของบริษัทที่ลงทุนและกำไรจากการลงทุนในตราสารทุน ของกองทุนเอง | 100 บาท | 100 บาท | 2.285% ต่อปี | 2.292% | 2.284% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
Land And Houses Fund Asset Management LHDIVB - D กองทุนเปิด แอล เอช ดิวิเดนด์ แอนด์ บายแบ็ค ชนิดจ่ายเงินปันผล | ![]() | ลงทุนในกองทุน DIVB 80% ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีหุ้นสหรัฐ | Global High Dividend | 6 | 30 พฤาภาคม 2565 | 3 - 4 ปี | ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศที่ลงทุนในตราสารทุนซึ่งเน้นการจ่ายเงินปันผลหรือ Buyback โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV | ไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี | เงินปันผลจากกองทุนหลักที่ลงทุน และ/หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในพอร์ต | 1,000 บาท | 100 บาท | 2.5% ต่อปี | 1.25% | 1.25% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
Kasikorn Asset Management K - GINFRA - A(D) กองทุนเปิดเค โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ หุ้นทุน - A ชนิดจ่ายเงินปันผล | ![]() | ลงทุนในบริษัทโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ปันผล 0.2 - 0.25 ต่อรอบ | REIT Dividend | 6 | 23 มีนาคม 2559 | 9 - 10 ปี | Feeder Fund ลงทุนใน Wellington Enduring Infrastructure Assets Fund ซึ่งเน้นหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี | เงินปันผลจากกองทุนหลักและกำไรจากสินทรัพย์ที่ลงทุน | 500 บาท | 500 บาท | 1.605% ต่อปี | 3% | 3% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
One Asset Management ONE - APACPROP - RD กองทุนเปิด วรรณ เอเชียแปซิฟิก พร็อพเพอร์ตี้ รีทส์ หน่วยลงทุนชนิดจ่ายเงินปันผล สําหรับผู้ลงทุนทั่วไป | ![]() | ลงทุนอสังหาฯ ในเอเชียแปซิฟิก ซื้อ - ขายขั้นต่ำ 1,000 บาท | REIT Dividend | 8 | 13 มิถุนายน 2560 | 8 - 9 ปี | ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมและ/หรือ ETF และ/หรือทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่มีนโยบายอสังหาฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี | รายได้จากเงินปันผล / รายได้จากทรัพย์สินของกองทุนหลัก (REITs/ETF) และ/หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์ตามดุลยพินิจ บลจ. | 1,000 บาท | 1,000 บาท | 2.14% ต่อปี | 1.5% | 1% | 50 บาทต่อครั้ง | ||
เริ่มต้น 1 บาท ค่าธรรมเนียมต่ำ มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
- ลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี S&P 500
- มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90% เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าเงินบาทผันผวน
- ลงทุนขั้นต่ำ 1 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 0.535% ของมูลค่าหน่วยลงทุน ไม่มีค่าธรรมเนียมขายคืน
- ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี สร้างผลตอบแทนรวม 216.34% กำไรเฉลี่ยทบต้นปีละ 12.20%
| ประเภทกองทุน | US Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 18 ธันวาคม 2555 |
| อายุกองทุน | 13 - 14 ปี |
| นโยบายการลงทุน | Feeder Fund ลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF เพื่อติดตามดัชนี S&P 500 |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | กำไรหรือกระแสเงินสดจากการลงทุนของกองทุนหลัก |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 1 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 1 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 1.07% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 0.535% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 0.535% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 10 บาทต่อ 1,000 หน่วยลงทุน |
ลงทุนหุ้นไทยหลายกลุ่ม ปันผลสม่ำเสมอ ค่าธรรมเนียม 0.54%
- เป็นกองทุน Active Management ลงทุนในหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
- กระจายการลงทุนในหลายกลุ่ม เช่น ธนาคาร พลังงานและสาธารณูปโภค ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- สภาพคล่องสูง ซื้อและขายคืนได้ทุกวันทำการ มูลค่าขั้นต่ำ 1 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 0.54%
- จ่ายเงินปันผลมาแล้ว 33 ครั้ง รวม 20.54 บาท รอบล่าสุดปี 2568 จ่ายปันผล 0.45 บาท / หน่วย
| ประเภทกองทุน | Thai Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 16 กันยายน 2546 |
| อายุกองทุน | 22 - 23 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ในหุ้นไทยที่มีนโยบายหรือมีการจ่ายเงินปันผลเป็นประจำ |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | รายได้จากการลงทุนหุ้นที่จ่ายปันผลตามนโยบายของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 1 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 1 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 1.2466% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 0.535% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 0.535% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 10 บาทต่อ 1,000 หน่วยลงทุน |
ลงทุนกองทุน ตราสารหนี้ หุ้นนอกตลาด ซื้อขายขั้นต่ำ 500 บาท
- ลงทุนในกองทุน Fidelity Funds - Global Dividend Fund, Class Y-QINCOME(G)-USD
- กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่จ่ายเงินปันผลและมีโอกาสเติบโตของราคาหุ้น
- มีการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำและหุ้นนอกตลาด สัดส่วนไม่เกิน 20%
- มูลค่าการซื้อ - ขาย เริ่มต้น 500 บาท จ่ายเงินปันผลมาแล้ว 15 ครั้ง จำนวนรวม 3.38 บาท
| ประเภทกองทุน | Global High Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 24 มิถุนายน 2563 |
| อายุกองทุน | 5 - 6 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Fidelity Funds – Global Dividend Fund (Master) โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 90% |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่ระบุ |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | เงินปันผลหรือดอกเบี้ยที่ได้รับจากสินทรัพย์ของกองทุนและ/หรือกำไรสุทธิของรอบบัญชี และ/หรือกำไรสะสมตามที่ บลจ.เห็นสมควร |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 500 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 500 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 2.14% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 2% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 2% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 10 บาทต่อ 1,000 หน่วยลงทุน |
ลงทุนใน JPMorgan Funds เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปันผล 0.75 บาท
- ลงทุนในกองทุน JPMorgan Funds - US Growth Fund สัดส่วนไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
- ลงทุนในหุ้นอเมริกา ตราสารหนี้ เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นทั้งในและต่างประเทศ ไม่เกิน 20%
- เน้นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต โดยเป็นกลุ่มเทคโนโลยี 59.5% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย 16.5%
- ซื้อขั้นต่ำ 500 บาท จ่ายปันผล 4 ครั้งในปี 2567 และ 3 ครั้งในปี 2568 ปีละ 0.75 บาท / หน่วย
| ประเภทกองทุน | US Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 26 สิงหาคม 2564 |
| อายุกองทุน | 4 - 5 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนหลักใน JPMorgan Funds – US Growth Fund (JPM US Growth I (acc) – USD) เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | สินทรัพย์ และกำไรสะสมหรือกำไรจากการดำเนินงาน |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 500 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 500 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 2.14% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
หุ้นไทยกลุ่มธนาคาร ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ไม่มีขั้นต่ำขายคืน
- ลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 80% เน้นหุ้นที่พื้นฐานและผลการดำเนินงานดี มีปันผลสม่ำเสมอ
- เน้นลงทุนในกลุ่มธนาคารเป็นหลัก เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ
- มูลค่าขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุน 1,000 บาท แต่ไม่มีมูลค่าขั้นต่ำในการขายคืนหน่วยลงทุน
- จ่ายปันผลมาแล้ว 13 ครั้ง รวม 3.8 บาท / หน่วย และจ่ายสม่ำเสมอทุกปีตั้งแต่ 2559 - 2568
| ประเภทกองทุน | Thai Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 30 ตุลาคม 2556 |
| อายุกองทุน | 12 - 13 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนในหุ้นไทยที่มีพื้นฐานดี ผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีการจ่ายเงินปันผลที่ดีหรือมีศักยภาพจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | รายได้จากเงินปันผลของหุ้นที่ลงทุน และ/หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในพอร์ต (ขึ้นกับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน) |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 1,000 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 1,000 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 2.14% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 5% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 3% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
กองทุนรวมหุ้นไทย กระจายความเสี่ยงหลายกลุ่ม ไม่มียอดขั้นต่ำ
- ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 65%
- กระจายการลงทุนหลายกลุ่ม เช่น พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ - ขายคืนหน่วยลงทุน รวมถึงยอดคงเหลือ ค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 1%
- จ่ายปันผลมาแล้ว 24 ครั้ง รวม 18.8209 บาท โดยปี 2553 จ่ายปันผลมากสุดรวม 3.2355 บาท
| ประเภทกองทุน | Thai Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 22 มีนาคม 2547 |
| อายุกองทุน | 21 - 22 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนใน ตราสารทุนไทยเป็นหลัก โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | 2 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | เงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนและกำไรจากพอร์ตตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 1 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 1 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 1.605% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
เน้นหุ้นที่จ่ายปันผลและมีแนวโน้มเติบโตสูง ไม่มีขั้นต่ำขายคืน
- ลงทุนในหุ้นไทยหลายกลุ่ม โดยเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี แนวโน้มเติบโตสูง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
- หลักทรัพย์ที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ SABINA, SIS, PTTEP, SAT และ WHA รวมกัน 16%
- ลงทุนขั้นต่ำ 100 บาท แต่ไม่มีขั้นต่ำในการขายคืน ระยะเวลารับเงินขายคืน T + 2 วันทำการ
- จ่ายปันผลมาแล้ว 23 ครั้ง รวม 6.7 บาท / หน่วย นับตั้งแต่จัดตั้ง แต่งดจ่ายมาตั้งแต่ปี 2565
| ประเภทกองทุน | Thai Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 21 มิถุนายน 2555 |
| อายุกองทุน | 13 - 14 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนในตราสารทุนของบริษัทไทยที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลหรือมีศักยภาพจ่ายปันผล โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% NAV |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | รายได้จากเงินปันผลของบริษัทที่ลงทุนและกำไรจากการลงทุนในตราสารทุน ของกองทุนเอง |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 100 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 100 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 2.285% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 2.292% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 2.284% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
Land And Houses Fund Asset Management LHDIVB - D กองทุนเปิด แอล เอช ดิวิเดนด์ แอนด์ บายแบ็ค ชนิดจ่ายเงินปันผล
ลงทุนในกองทุน DIVB 80% ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีหุ้นสหรัฐ
- ลงทุนใน iShares Core Dividend ETF และตราสารอื่น ๆ เช่น สัญญาฟิวเจอร์ ตราสารสิทธิ
- เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี Morningstar US Dividend and Buyback Index
- ลงทุนขั้นต่ำในครั้งแรก 1,000 บาท และ 100 บาท ในครั้งถัดไป ไม่มีขั้นต่ำในการขายคืน
- ระยะเวลารับเงินคืน T + 4 วันทำการ จ่ายเงินปันผลมาแล้ว 7 ครั้ง รวม 0.95 บาท / หน่วย
| ประเภทกองทุน | Global High Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 30 พฤาภาคม 2565 |
| อายุกองทุน | 3 - 4 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศที่ลงทุนในตราสารทุนซึ่งเน้นการจ่ายเงินปันผลหรือ Buyback โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | เงินปันผลจากกองทุนหลักที่ลงทุน และ/หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในพอร์ต |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 1,000 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 100 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 2.5% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 1.25% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 1.25% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
Kasikorn Asset Management K - GINFRA - A(D) กองทุนเปิดเค โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ หุ้นทุน - A ชนิดจ่ายเงินปันผล
ลงทุนในบริษัทโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ปันผล 0.2 - 0.25 ต่อรอบ
- ลงทุนใน Wellington Enduring Infrastructure Assets Fund ที่ลงทุนในหุ้นบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก
- สัดส่วนการลงทุนหลักอยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรป โดยเน้นหุ้นกลุ่มไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
- มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เฉลี่ย 0.2 - 0.25 บาท / หน่วย ในปี 2568 จ่ายปันผล 3 รอบ รวม 0.6 บาท
| ประเภทกองทุน | REIT Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 6 |
| วันที่จดทะเบียน | 23 มีนาคม 2559 |
| อายุกองทุน | 9 - 10 ปี |
| นโยบายการลงทุน | Feeder Fund ลงทุนใน Wellington Enduring Infrastructure Assets Fund ซึ่งเน้นหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | เงินปันผลจากกองทุนหลักและกำไรจากสินทรัพย์ที่ลงทุน |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 500 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 500 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 1.605% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 3% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 3% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
One Asset ManagementONE - APACPROP - RD กองทุนเปิด วรรณ เอเชียแปซิฟิก พร็อพเพอร์ตี้ รีทส์ หน่วยลงทุนชนิดจ่ายเงินปันผล สําหรับผู้ลงทุนทั่วไป
ลงทุนอสังหาฯ ในเอเชียแปซิฟิก ซื้อ - ขายขั้นต่ำ 1,000 บาท
- กองทุน Fund of Funds นำเงินไปลงทุนในกองทุน, REITs หรือ ETF ที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
- ลงทุนอย่างน้อย 2 กองทุน ไม่เกิน 80% ปัจจุบันลงทุนในสิงคโปร์ 71.36% และญี่ปุ่น 24.82%
- ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี 13.73% ใกล้เคียงดัชนีชี้วัด ปี 2568 จ่ายปันผลรวม 0.31 บาท
- ซื้อ - ขายขั้นต่ำ 1,000 บาท โดยต้องมียอดคงเหลืออย่างน้อย 100 หน่วย รับเงินคืน T + 5 วัน
| ประเภทกองทุน | REIT Dividend |
|---|---|
| ความเสี่ยง | 8 |
| วันที่จดทะเบียน | 13 มิถุนายน 2560 |
| อายุกองทุน | 8 - 9 ปี |
| นโยบายการลงทุน | ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมและ/หรือ ETF และ/หรือทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่มีนโยบายอสังหาฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV |
| ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล | ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี |
| แหล่งที่มาของเงินปันผล | รายได้จากเงินปันผล / รายได้จากทรัพย์สินของกองทุนหลัก (REITs/ETF) และ/หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์ตามดุลยพินิจ บลจ. |
| การซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ | 1,000 บาท |
| การซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ | 1,000 บาท |
| ค่าธรรมเนียมการจัดการ (สูงสุดไม่เกิน) | 2.14% ต่อปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (สูงสุดไม่เกิน) | 1.5% |
| ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (สูงสุดไม่เกิน) | 1% |
| ค่าธรรมเนียมการโอนหน่วย (สูงสุดไม่เกิน) | 50 บาทต่อครั้ง |
กองทุนปันผลสูง ได้เงินเท่ากันทุกเดือนไหม

กองทุนปันผลสูง ควรซื้อช่วงไหน

คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงจากเนื้อหาที่แสดงในเว็บไซต์ผู้ผลิต แบรนด์ และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ